สวัสดีจ๊ะนุ่น

ยามเช้าที่เมืองชายทะเลอากาศขมุกขมัวชอบกล
นี่ถ้าเป็นตอนที่ยังเพิ่งปีกหักหมาดๆ น้าจูนคงแย่
อากาศหม่นๆอย่างเช้าวันนี้อาจจะเค้นคอฆ่าน้าจูนให้ตายคาสองมือของเขาก็เป็นได้
อืม นานเท่าไหร่ไม่รู้แล้วที่น้าจูนเดินผ่านวันคืนพวกนั้นมาได้

"พี่ว่าความรักมีอยู่จริงมั้ย"

น้องสาวดวงตาฉ่ำน้ำตาใสๆเอ่ยถามน้าจูนไว้
...ในวันหนึ่งที่เราบังเอิญพบปะกันทางช่องทางสื่อสารทางหน้าจอ

"มีสิ พี่แน่ใจว่ามี"

กว่าที่มนุษย์เลือดเนื้ออุ่นๆสักคนจะฟื้นไข้จากอาการรักเป็นพิษนั้น
หยดน้ำตาก็จูงมือคำถามตามมาเป็นพรวน ...กับชีวิต
"จะต้องมีแนวทางการรักษาแบบไหน" "ใช้ยาชนิดอะไร" หรือ "มันจะกินระยะเวลายาวนานเท่าไหร่"
คำถามพวกนี้ตอบได้ยากจากการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางเภสัชศาสตร์
น้าจูนจึงตอบเธอได้เพียงว่าเมื่อวันอันปลอดโปร่งใจเดินทางมาถึง  เราจะรู้ได้ด้วยตัวเราเอง 

ยิ่งสาย ฝนยิ่งลงเม็ดแรง บรรดาคนไข้คงไม่อยากกางร่มฝ่าฝนออกมาซื้อยานัก
ในวันแบบนี้ น้าจูนมักจะเลือกการดูหนังเป็นเครื่องบันเทิงใจ
โชคดี ร้านติดๆกับร้านน้าจูนนั้นเป็นร้านเช่าหนังร้านค่อนข้างใหญ่ 
พอเปิดประตู ยื่นหน้าแฉล้มเข้าไป น้องผู้หญิงพนักงานรีบตะโกนบอกว่าหนังที่เคยถามหามาแล้ว
และ"ฝันโคตรโคตร" คือหนังเรื่องนั้นที่น้าจูนหมั่นไปคอยถามหา
อันที่จริงน้าจูนไม่เคยชอบนักเขียนอย่าง พิง ลำพระเพลิงเลยนะ
ไม่ชอบมาตั้งแต่เขาเขียนลงในหนังสือไปยาลใหญ่แล้ว 
รู้สึกไปว่า ตัวหนังสือของเขาเหมือนจะชวนหัวเราะแค่นๆ  ชวนขำขื่นๆ
และแอบรำคาญละคร "ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย"ที่เขาเขียนบทเป็นล้นพ้น
อย่างกับ "โต้ง" และ "ป๋อง" เป็นร่างทรงของพิง ลำพระเพลิงวัยหนุ่มอย่างไรอย่างนั้น
จริงอยู่ว่าตัวหนังสือมีกลิ่น มีรส มีเสียงและมีสำเนียงเป็นลักษณะเฉพาะของผู้เขียน
แต่สำหรับน้าจูนแล้ว การเขียนบทละครนั้นควรต่างออกไป
ทั้งต้องคงรสชาติดั้งเดิมของบทประพันธ์ไว้
และทั้งต้องมอบเลือดเนื้อให้ตัวหนังสือแบนๆในหน้ากระดาษ
....จนสามารถโลดแล่นมีชีวิตราวเป็นเรื่องจริงได้ในหน้าจอ
ซึ่งพิงสอบไม่ผ่านสักนิดสำหรับสองประเด็นนี้ในความคิดเห็นของน้าจูน
และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาน้าจูนก็ไม่เคยชายตาแลผลงานใดๆของเขาอีกเลย

โลกเป็นวัตถุทรงกลมที่บางครั้งเราก็หลงลืมมองไปว่ามันหมุนได้
และคงมีหน้ามีตามากกว่าด้านเดียวเป็นแน่
บางครั้งเราจึงได้พบว่า รักนั้นช่อนอยู่ในชังและชังนั้นซ่อนอยู่ในรัก

วันหนึ่งขณะน้าจูนกำลังท่องเที่ยวอย่างเพลิดเพลินในโลกจำลอง
...พลันไปสะดุดหูเข้ากับเพลงเพลงหนึ่ง
เพลงเพลงนั้น เอ่ยขึ้นมาในตอนต้นเพลงว่า "เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน เมื่อต้องใช้ชีวิตลำพัง"
นิ่งฟังจนจบเพลงแล้วคิดว่าต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูเสียหน่อย
แม้จะยังไม่ทันอ่านหน้าปกหลังปก ...น้าจูนก็ตั้งอกตั้งใจดู"โคตรรักเอ็ง"จนจบ
อืม ดูแล้วรู้สึกเคือง "รงค์" ในหนังพอๆกับพิงที่เป็นคนเขียนบทคนกำกับ
เคือง "รงค์" เพราะเขาทำให้ "โคตรรักเอ็ง"ให้กลายเป็นหนังแอนตี้แฟนตาซีของผู้หญิง
...แทนที่จะเป็นหนัง โรแมนติกอย่างที่น้าจูนเข้าใจเมื่อหยิบหนังออกมาครั้งแรก
การที่ต้องเฝ้ามองพระเอกผู้เคยเป็นสุดที่รัก กลายเป็นตัวตลก ตัวร้าย เป็นนางอิจฉา หลังจากใช้ชีวิตคู่มา 7 ปี
เป็นความปวดร้าวของผู้หญิงโรแมนติกหวานไหวอย่าง"แดง"เป็นที่สุด
แม้ว่าการเล่นซ่อนแอบกันไปมาของ "รงค์" และ "แดง"
....จะทำให้น้าจูนคิดถึงหนังอย่าง โฮม อะโลน จูราสสิคพาร์ค หรือแม้แต่บ้านผีปอบขึ้นมาอย่างติดหมัด
แต่ธีมที่เป็นแกนอันชัดเจนของเรื่องก็ดีพอที่จะเกลี่ยรูปรอยพวกนั้นให้แนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

ชีวิตจริงของมนุษย์อย่างเราต่างก็สลับกันเป็นพระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวตลก กันอยู่เสมอๆ