สวัสดีจ๊ะนุ่น

เก้อๆเขินๆชอบกลที่จู่ๆก็ตั้งต้นเขียนจดหมายถึงนุ่นอีกครั้ง
แล้วคนได้รับจดหมายเล่า
จะรู้สึกประหลาดใจแค่ไหนที่ได้รับจดหมายจากน้าจูน
...แฮ่ะๆ ผู้หญิงแปลกๆที่จู่ๆก็เขียนจดหมายถึงหนูเป็นวรรคเป็นเวร
แล้วก็จู่ๆเธอก็หายไปซะงั้น
ถ้าใช้เพลงพร้อมท่าเต้นในความทรงจำของน้าจูนที่เป็นวัยรุ่นในยุค 90's ประกอบจดหมายส่วนนี้
คงต้องใช้เพลงนินจาของคริสติน่าพร้อมเต้นท่ายึกยักย่อตัวเดี๋ยวผลุ่บเดี่ยวโผล่
(ซึ่งถ้าจะให้เต้นตอนนี้อาจจะเต้นได้ลำบากหน่อยเพราะแก่แล้ว เต้นแบบนั้นมันปวดหลัง)

ดึงหน้ากระดาษในช่องแสงออกมาปัดฝุ่นแล้วก็นั่งมองหน้าจอเปล่าๆอยู่หลายนาที
คนที่เขาไม่ได้เขียนจดหมายถึงกันนานๆ เขาเริ่มต้นเขียนจดหมายถึงกันว่าอย่างไรนะ
นิสิตที่กำลังขมั่กเขม้นกับการทำงานเพื่อเสนอจบอย่างน้าจูน
....อาจจะลองพยายามเริ่มต้นแบบการเขียนงานวิจัย ที่ต้องนำเสนอหลักการและเหตุผลเป็นอันดับแรก
ซึ่งหากถามเหตุผลโดยอ้อมโลก ก็คงพอจะบอกได้ว่าเอ็กทีนเขาครบรอบห้าปีทั้งที
แถมมีกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับน้าจูนโดยตรง
อ่ะ ก็มันชื่อ June Write ...มิถุนา พากันเขียน นี่นะ น้าจูนจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร
ส่วนเหตุผลตรงๆนั้น อืม นั่นแหล่ะ ๆ ก็แบบนั้นไง.
ใช่แล้ว แบบนั้น แบบที่น้าจูนคิดถึงนุ่นหน่ะสิ   
เฮ้อ เวลาบอกคิดถึงชนิดที่มันมาจากก้นบึ้งของหัวใจนั้นบอกกันยากชะมัด ว่าไหม

มีหนังสือสักหมื่นเล่ม มีหนังสักพันเรื่อง มีเพลงสักร้อยเพลงที่น้าจูนอยากเล่าถึง
อาจจะฟังดูใหญ่โตโอฬารไปสักนิด  แต่ก็เชื่อเถอะว่าจำนวนมากมายที่สมมติขึ้นนั้น
แทนความรู้สึกนึกถึง คิดถึงและระลึกถึงไปยังคนอ่านจดหมาย
....ในทุกครั้งที่น้าจูนได้พบ ได้เห็น ได้ยิน สิ่งละอันพันละน้อยอันรื่นรมย์ใจ
ตลอดสามสิบวันต่อจากนี้  น้าจูนตั้งใจไว้ว่าจะค่อยๆเรียบเรียงลงบนหน้ากระดาษจอแสงในทุกๆวัน
ไม่รู้เลยสักนิดว่าจะเล่าได้เท่าอย่างที่ใจอยากให้เห็นภาพตามไปหรือเปล่า
ปากกาจะฝืด เรื่องเล่าจะกร่อยเกินไปหรือเปล่า
แต่การได้นั่งลงนิ่งๆและค่อยๆทบทวนเรื่องราวเพื่อเขียนจดหมายถึงใครสักคน
ตัวหนังสือในหน้ากระดาษที่สอดซองติดแสตมป์นั้น ละมุนละไมและอ่อนหวานนัก

น้าจูนคิดถึงหนังสือเรื่องนี้ขึ้นมาจับใจในวันหนึ่ง
ที่เห็นภาพคนกำลังทำท่าทำทางปักต้นกล้าดำนาที่ตรงสนามหญ้าหน้ารัฐสภา
รู้สึกนึกขำและนึกขื่นๆไปพร้อมๆกัน
ขำท่าทางปักดำวุ่นวายอย่างเอาจริงเอาจัง 
และขื่นที่ว่าในวันหนึ่งที่ผู้คนเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว นาข้าวแปลงจะอยู่อย่างไร
จะมีน้ำพอสำหรับก่อรวงข้าวสีเหลืองทองหรือเปล่า
....แล้วจะต้นข้าวจะคิดถึงวันที่ถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมายอย่างวันนั้นไหม
(น้าจูนเคยคิดว่าเราควรปลูกข้าวไว้ตรงสนามหญ้ากว้างใหญ่ที่ปักป้ายห้ามเดินลัดสนาม
เพราะการทำสนามหญ้านั้น นอกจากมีไว้เพื่อส่งเสริมภูมิทัศน์ของอาคารสถานที่แล้ว
....น้าจูนก็ไม่เห็นว่ามันจะกินเข้าไปได้
และถึงเราจะปลูกข้าวไว้แทนก็ได้สีเขียวขจีที่สวยไม่แพ้กันหรอกนะ)

ถ้าถามน้าจูนว่าตอนนี้ใส่เสื้อสีอะไรหรือเล่นกีฬาสีอยู่ทีมไหน
ตอบได้ว่าใส่เสื้อสีขาวลายดอกไม้สีชมพูอมเหลืองอมแดงส้มอ่อนๆคล้ายแสงอาทิตย์ที่กำลังลับฟ้า
ชอบจิบชาเย็นขมๆ ,เต้นระบำเฉพาะกับบางเพลง และยิ้มรื่นเริงได้ทั้งวัน
เพราะโลกนั้นหลากสี และผู้คนก็เช่นกัน
ยากที่จะบอกได้ว่าผู้คนเหล่านั้นอันที่จริงแล้วเป็นสีเป็นสันเฉดเช่นไหน


จำได้ว่าน้าจูนสบตากับ "แผ่นดินนี้เราจอง"ครั้งแรกในห้องสมุดโรงเรียนชั้นมัธยมต้น
หนังสือในห้องสมุดที่นั่นหน้าตาเหมือนกันไปหมดเมื่อผ่านกระบวนการเย็บเล่มทำปกแข็ง
สำหรับน้าจูนแล้วหนังสือสีทึมๆและมีกลิ่นอับๆพวกนั้นเหมือนขุมทรัพย์ที่รอการขุดค้น
หนังสือบางเล่มอายุมากกว่าน้าจูนและมีกลิ่นหอมของกระดาษแห้งๆ
เราหยิบมาอ่านทีละเล่มโดยไม่สามารถตัดสินเรื่องราวภายในได้จากหน้าปก
จึงเป็นการเสี่ยงที่อาจจะเจอเล่มที่อ่านสนุกมากจนวางไม่ลงแต่เศร้านักในตอนท้าย
....อย่างที่น้าจูนเคยสบตากับหนังสือกระท่อมน้อยของลุงทอมในครั้งหนึ่ง

ชื่อเรื่อง "แผ่นดินนี้เราจอง" นั้น
ผู้แปลถอดความมาจากชื่อหนังสือในภาษาอังกฤษว่า "Pioneer, go home!"
หนังสือเป็นเรื่องราวของครอบครัวอเมริกันแสนประหลาดในยุครัฐสวัสดิการกำลังเฟื่องฟูเต็มที่ในสหรัฐอเมริกา
..นักเขียนอย่าง ริชาร์ด เพาเวลล์ เขียนไว้ได้ทั้งชวนหัวและช่างเสียดสี
และมีเทศภักดิ์ นิยมเหตุ เป็นผู้ถ่ายถอดเนื้อเรื่องออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างอารมณ์ดี
มีบางครั้งที่น้าจูนอ่านหนังสือฉบับแปลแล้วรู้สึกไม่ค่อยหนำใจนัก
เหมือนผู้แปลยังคั้นน้ำคั้นเนื้อจากภาษาต้นฉบับได้ไม่หมดจด
และจะเดือดร้อนใครไปไม่ได้นอกจากตัวของตัวเองที่ต้องไปหาเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่านซ้ำ
แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้แล้ว  น้าจูนไม่กล้าไปหาต้นฉบับมาอ่านหรอกจ้ะ
เพราะเนื้อหาในเรื่องนั้นกลมกล่อมกลมกลืนกันดีนักแล้ว
หากเปรียบเป็นการคั้นน้ำผลไม้ ....ผู้แปลได้คั้นน้ำผลไม้รสดีนั้นออกมาได้อย่างหมดจด
แล้วมันรสดีเสียจนรู้สึกว่าถ้าเป็นคนคั้นเองคงไม่สามารถปรุงให้สนุกเท่านี้

เมื่อครั้งที่อ่านยามเป็นเด็ก น้าจูนหัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับความซื่อปนแสบของครอบครัวควิมเปอร์
ทั้งยังฝันไปไกลถึงว่าตัวเองอาจจะฝ่าฟันไปถึงดินแดนที่ไม่มีใครจับจองแบบนั้น
แล้วก็ลงหลักปักฐานสร้างบ้านบนชายหาด ,หาปูหาปลาจากทะเลมาเป็นอาหาร
 และได้นอนเปลนับดาวในยามค่ำคืน

---  ฝันไปใหญ่โตตราบเท่าความเยาว์ของเราในวันนั้นอนุญาตให้ฝัน ---

สิบกว่าปีนับจากที่หยิบมาอ่านเมื่อหนนั้น
....น้าจูนก็ได้สบตากับเพื่อนเก่าจอมกวนอีกครั้งในบ่ายวันหนึ่งในร้านหนังสือในสนามบิน
เพื่อนแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่เสียสวยจนน้าจูนต้องรีบหยิบมาเปิดเสื้อผ้าดู
ดูเนื้อและดูตัวหนังสือที่ข้างในว่า ใช่ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่คนเดิมคนนั้นหรือเปล่า
เกือบสามชั่วโมงต่อจากนั้นน้าจูนก็ได้ครอบครัวควิมเปอร์เป็นเพื่อนชวนหัวเราะไปตลอดระยะทาง
และการกลับมาพบกันครั้งนี้ของเรา
พ่อโทบี้รูปหล่อตาสีฟ้าเล่าอะไรให้น้าจูนฟังมากไปกว่าเมื่อครั้งแรกที่พบกันหล่ะ
ในตอนนี้ ตอนที่คนทั้งโลกบ่นกันระงมถึง วิกฤติแฮมเบอเกอร์
ริชาร์ด เพาเวลล์ เขาเกริ่นๆเรื่องนี้โดยปรุงผสมไว้อย่างแนบเนียนใน Pioneer, go home
....ตั้งแต่ราวห้าหกสิบปีก่อนโน่นแหน่ะ
เรื่องรัฐบาลที่เชื่อว่าเงินแก้ปัญหาทุกอย่างได้
เชื่อว่ารัฐนั้นเป็นของรัฐบาลที่จะจับจูงซ้ายขวา จะให้หรือไม่อะไรกับประชาชน
และเมื่อลองมองไปรอบๆตัวเรา ในสังคมเรา และในประเทศของเรา
ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ยังยืนยิ้มในฝั่งตรงกันข้ามกับรัฐอย่างหน้าซื่อตาใสยังคงมีให้เห็นกันทั่ว

บางคนว่าเราต้องใช้ความรุนแรงที่เท่ากันในการต้านทานแรงใดแรงหนึ่ง
บางคนว่ายืนนิ่งอยู่กับที่นั้น ต้านทานได้ดีที่สุด
แต่บางคนพบว่าการยืนยันว่าจะ อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้แรงที่มากระทำนั้น
....อาจจะยุติความรุนแรงทั้งหมดทั้งปวง
เราไม่ได้กลายเป็นคนละฝ่ายเพียงเพราะเราคิดแตกต่างกัน
แต่เรากลายเป็นคนละฝ่ายเพราะเราโกรธกันและเกลียดกันต่างหาก

น้าจูนยุติการเขียนจดหมายฉบับนี้ในตอนรุ่งสาง
หวังว่ามิตรรักนักจดหมายที่มาแอบอ่านจดหมายระหว่างเราสองคน
คงไม่รอจดหมายฉบับแรกในโครงการมิถุนาพากันเขียนของน้าจูน จนนานเกินไปนะจ๊ะ

ยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากหนึ่งจิบ
ก่อนจะกล่าวคำอำลาไปเข้านอน
....ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ

น้าจูน 

 

 

 

ภาพปกหนังสือจาก http://www.wongpee.com/

"แผ่นดินนี้เราจอง" เขียนโดย ริชาร์ด เพาเวลล์

แปลโดย เทศภักดิ์ นิยมเหตุ

พิมพ์ครั้งที่ 1 แพรวสำนักพิมพ์ ,2551

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นหนังสือสุดรักของผมเลยครับ
คนเขียนก็เก่ง คนแปลก็สุดยอด
อ่านแล้วฝันกระจายจริงๆ ครับ

#12 By คนขับช้า on 2013-06-10 19:22

อ่า

โครงการณ์นี้ของเอ็กซ์ทีนสร้างเพื่อคุณจูนจริง ๆ ด้วย
ชื่อจูน ไรต์ ซะขนาดนี้

เรื่องนี้ยังไม่เคยอ่านค่ะ
แต่มีพี่แนะนำว่าคนแปลแปลดี

หนังสือรอคิวอ่านเพียบ
ไม่รู้จะได้หามาอ่านเมื่อไหร่กัน

คิดต่างไม่ได้ทำให้คนแบ่งฝักฝ่าย
แต่อคติแบบไม่ลืมหูลืมตาเป็นต้นเหตุ
ทั้งที่แต่ละคนที่อยู่ในแต่ละฝ่าย
ล้วนมีรายละเอียดในความชอบ ความคิด ความเชื่อ แตกต่างกัน

สรุป เห็นด้วยทุกประการ

.

คิดถึงเหมือนกันค่ะ
ขอบคุณคอมเมนต์ในบล็อกระหว่างทาง
แวะไปอ่านคอมเมนต์ตอบด้วยนะคะ

big smile

#11 By มโนภาพ on 2009-06-10 23:12

เดือนนี้ทั้งเดือนได้อ่านอะไรดี ๆ จากน้าจูนของหนูนุ่น..รู้สึกดีจังเลยจ่ะ..big smile

#10 By 12345 on 2009-06-10 19:36

ได้เรียนสิหล่อน เรื่องความแปลก ๆ ในลานไทยมุงอาจทำให้พี่จิกแอบรำคาญรายละเอียดบางเรื่อง ฉันพอเข้าใจ
แต่พี่จิกเองก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเห็นทั้งความงามและความไม่งามของทุกสิ่งเนาะ double wink

#9 By ดาวถัดมา on 2009-06-10 18:59

สวัสดีครับ น้าจูนห่างหายไปนาน คิดถึงมั่ก ๆ

ตามประสาคนเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ที่จู่ ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็เงียบไปไม่บอกกล่าวก้ใจหายเป็นธรรมดา อดเป็นห่วง + คิดถึงถ้อยคำหวาน ๆ ของน้าจูนไม่ได้

กลับมาแล้วดีใจมั่ก ๆ จ้า

ยังเขียนได้อ่อนหวานเหมือนเดิมครับ
.
.
.
เรื่องการอยู่ในสังคม

ผมคิดว่ามนุษย์เราเกี่ยวโยงกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และด้วยเหตุนี้การจะให้ทุกคน "ไม่" เสียเปรียบในเรื่องใด ๆ เลยคงเป็นไปไม่ได้

ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นจะเป็นใครเท่านั้น

ซึ่งถ้าสังคมไหนทุกคนไม่เห็นความจริงข้อนี้ ยึดแต่แนวทางที่จะทำให้ตัวเองไม่เสียเปรียบ ผมว่าอยู่กันไม่รอดแน่ ๆ ครับ

#8 By Highwind on 2009-06-10 18:13

แวะมารดน้ำต้นไม้ให้ก่อนนะจ๊ะ...
แล้วจะมาอ่านอีกรอบจ่ะ..
คิดถึงจัง..

ปล. ไปเรียนแต่งเพลงกับคุณลุงชาลีเป็นอย่างไร มาอัพบล็อคเล่าสู่กันฟังบ้างเน้อ...big smile

#7 By 12345 on 2009-06-10 16:36

พี่โฮล์มคะ

เวลาที่เจอหนังสือเล่มที่ชอบ ที่อยากอ่าน
แล้วมีเวลาพอที่จะนั่งอ่านอย่างตั้งใจนี่เป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต
ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมามีเวลานั่งอ่านหนังสือมากเชียวค่ะ

แม่บอกว่า เวลาดูจูนอ่านหนังสือนี่
เหมือนดูคนที่หิวมากๆกินข้าวเลย
ไม่พูดไม่จา ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน
พออ่านจบก็ทำหน้าชื่นใจแบบกึ่งอิ่มกึ่งง่วง

ช่วงนี้น่าจะมีเวลาเสวนากันเรื่องหนังสือมากพอควรเชียว
ไว้คุยกันค่ะ

นุช

ไม่รู้จะได้เรียนมั้ยอ่ะดิ
พี่จิกเหมือนเคืองๆเลย หล่อนไปดูในกระทู้Plotพี่เณรดิ
ถ้าได้เรียนจะมาเล่าให้ฟังทุกขั้นตอนเลยเชียว

แฮ่ะๆ เขียนย้าวยาว
ว่าจะเขียนทุกวันนะเนี่ย ตามอ่านให้ทันนะยะ

เอิ๊กๆ



รอหล่อนมา จ วันแล้วนะย๊า กว่าจะมาเปิดพิธีจูนไรท์ได้ แต่ก็เปิดได้เก๋กู๊ดอลังการงานสร้างเช่นเคยนะจ๊ะ

ยินดีด้วยที่ได้เป็นนักเรียนคนใหม่ของลุงชาลีจ้ะ

และจะดีใจกว่านี้ถ้าหล่อนไปเรียนแล้วกลับมาถ่ายทอดลงบล็อกเผื่อฉันและเพื่อน ๆ ด้วย ฮ่า ๆ คงวิเศษน่าดูอ่ะ

Hot! Hot!

#5 By ดาวถัดมา on 2009-06-10 15:08

จูนจ๋าจูน...

คิดถึงจูนจนน้ำตาซึม วุ่นอยู่กับตำราขนาดนี้
ถ้อยคำก็ยังอบอุ่นอ่อนไหวอยู่เลย

เทศภักดิ์ นิยมเหตุ คน ๆ นี้เป็นอีกผู้หนึ่งที่แปลงาน
ขบขันเสียดสีได้น่าทึ่ง

สมัยที่พี่ไม่มีเงิน ก็ยังไม่เคยได้สัมผัส เพราะดูราวกับ
มีหนังสือมากมายเต็มไปหมดที่อยากอ่าน

พอมีเงินพอซื้อเก็บ พี่ก็มุ่งไปหาหนังสือมากมายที่
เคยอ่านและอยากได้เป็นที่สุดตามลำดับไป

ล่าสุดจะครบแล้วนะ ได้ อันนา คาเรนินา
มาเป็นสมบัติส่วนตัวแล้ว ปลื้มใจตัวเอง sad smile

ดังนั้นลำดับต่อไปก็คือ งานแปลของคุณเทศภักดิ์
พี่อ่าน อเล็กซานเดอร์ บอทท์ส ขำกลิ้งไปหลายวัน

ไม่เอาละ คุยเรื่องหนังสือแล้วโหยหามาก ๆ
ไม่มีใครให้คุยได้ และมันทำให้เป็นกิเลสยืดยาว...

เฮสเส อา... ไม่น่าเขียนเรื่องออกุสตุสเลย
คิดถึงจับใจ ขนาดมีครบแล้ว
ยังอยากได้ชุดที่เขาเพิ่งพิมพ์ใหม่ กิเลสหนามาก ๆ
เกือบหยิบเซ็ตใหม่ทั้งเซ็ตแล้ว แต่ละอายใจตัวเอง sad smile มันคือความโลภ question

#4 By Mrs. Holmes on 2009-06-10 12:27

คุณ Gray

เอิ๊กๆ
บอกเพื่อนบางคนไว้ว่าจะลงมือเขียนมิถุนาด้วยคน
แต่ดันเป็นหวัด เล่นเอานอนอืดไปหลายวันทีเดียว
พอสบายดีมีไอนิดๆ ก็เริ่มต้นลงมือเขียนต่อค่ะ

ดีใจนะเนี่ยที่มีคนที่ยังไม่ลืมกัน

คุณหมูดี

ดีใจจังที่ได้เจอกันค่ะ
เขียนให้อ่านดังที่ถามหาแล้วนะคะ
ตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้ทุกวัน ไม่รู้จะเขียนไปได้ถึงไหน



แฮ่! ได้อ่านจดหมายถึงหนูนุ่นแล้ว
สารภาพว่า ยังอ่านไม่จบ....
ยาวๆ แบบนี้หมูดีอ่าน 2-3 คลิกเปิดกว่าจะจบ confused smile

แวะมารดน้ำต้นไม้ก่อนค่ะ
เีดี๋ยวค่อยย้อนมาเก็บเรื่องใหม่อีก ^^

#2 By moodee on 2009-06-10 09:45

อ่านมาจนถึบงบรรทัดสุดท้าย...

รุได้ไงหว่า ว่ามีมิตรรักนัก (แอบ)อ่าน รออยู่

big smile

ดีใจที่ได้อ่านจดหมายในนี้อีกครั้ง ในเวลาที่ฉันค่อนข้างจะโหยหา และ เสพติดการอ่านหนังสือเพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง

ขอบคุณนะคะ แล้วจะติดตามเรื่อยๆ อย่างที่เคยเป็น confused smile

#1 By * I'm Gray~~ on 2009-06-10 08:33