สวัสดีจ้ะ นุ่น

น้าจูนอยากเขียนจดหมายถึงนุ่นมาสักพักใหญ่ๆแต่ก็จนใจที่ไม่มีเวลาเอาเสียเลย
เฮ้อ การที่เราต้องกลับมาเป็นนักเรียนใหม่หลังจากที่ร้างมือไปนานมันยากจริงๆนะนุ่น
....เผลอพริบตาเดียว น้าจูนก็ถูลู่ถูกังมาได้จนหมดหนึ่งเทอม

โรงเรียนใหม่สนุกจ้ะ เป็นโรงเรียนที่มีต้นไม้เยอะที่สุดตั้งแต่น้าจูนเคยเป็นนักเรียนมา
และห้องเรียนที่น้าจูนต้องไปเรียนบ่อยๆวางตัวเงียบเชียบเรียบร้อยอยู่ตรงมุมถนน
มีต้นไม้ขลิบระบายสีเขียวครึ้มรอบๆอาคารและบางครั้งเราก็อาจจะพบกระรอกวิ่งเล่นอยู่บนกิ่งไม้
อืม น้าจูนชอบที่นี่จ้ะ
ด้วยความที่มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ทางด้านการเกษตรจึงทำให้ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยเงาต้นไม้
และยังคงมีเด็กผู้หญิงหน้าตาขำๆแบบที่น้าจูนเคยเป็นสมัยเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ขี่จักรยานที่ส่งเสียงดังออดแอดๆอยู่บนถนนสายเล็กๆ
แม้ว่าเคยประทับใจมหาวิทยาลัยมากหลังจากอ่านหนังสืออย่าง "จักรยานแดงในรั้วสีเขียว"จบ
...แต่การได้เดินช้าๆลัดเลาะชมนกชมไม้ไปตามทางเดินแคบๆในมหาวิทยาลัยก็ให้ความรู้สึกแสนวิเศษ

ตอนที่มาเรียนที่นี่ช่วงแรกๆ น้าจูนกังวลว่า เอ แล้วจะหาหนังสือที่ไหนมาเล่าให้หนูฟังกันนะ
เดิมทีน้าจูนตั้งใจจะขนหนังสือที่บ้านขึ้นมาด้วยบางส่วนเพื่อการนี้
แต่เมื่อได้ชมชั้นหนังสือของใครบางคนแล้ว น้าจูนก็วางใจได้ว่าจะมีหนังสือไว้เขียนถึงหนูแน่ๆ
ใครบางคนเคยบอกน้าจูนไว้ว่าคนที่มีความสนใจคล้ายกันมักจะดึงดูดกันและกัน
....น้าจูนก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างตามประสานักวิทยาศาสตร์ที่ดี

"ไหนล่ะคะ หลักฐาน"

หากตู้หนังสือสูงใหญ่ที่ตรงหน้าน้าจูนสามารถให้คำตอบกับคำถามนั้นได้เกือบทั้งหมด
แม้น้าจูนกับ "คุณตู้หนังสือ"จะพบกันเป็นครั้งแรกแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียว เราก็คุยกันได้กระจุ๊กกระจิ๊กราวรู้จักกันมาเป็นปี
เกิดอาการอยากจะกรี๊ดอยู่ตลอดเวลายามเห็นหนังสือบรรจุแน่นที่ตรงนั้นตรงนี้บนชั้นวางของคุณตู้หนังสือ
และเผลอพาลทึกทักเอาว่าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้เป็นหนังสือของตัวเองที่หายสาบสูญอยู่ตลอดเวลา

"โอ๊ะ โต๊ะโตะจังเล่มนี้ของหนูแน่ๆ"

น้าจูนพยายามมั่วนิ่มยึดครองหนังสือเล่มที่จะเอามาเขียนเล่าให้นุ่นฟังวันนี้ด้วยกิริยาตาใสแจ๋ว

"ไหนบอกว่าเล่มของตัวเองโดนปลวกกินไปแล้วไง"

"หนังสือมันกลับมาชาติมาเกิดใหม่เป็นเล่มนี้สิ ถามได้"

เรื่องเอาสีข้างเข้าถูพอให้เลือดซิบๆนี้น้าจูนถนัดนัก
อันที่จริง"โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง"เล่มที่น้าจูนเคยมีเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก
หน้าปกเป็นภาพวาดสีน้ำของนักวาดภาพที่กลายมาเป็น"คนในดวงใจ"ของน้าจูนในปัจจุบัน
จำได้แม่นยำว่าแม่ถือหนังสือปกเขียวๆที่ภาพหน้าปกสีอ่อนบางและหวานใสเล่มนั้นเข้ามาในบ้านเย็นวันหนึ่ง
ตรงหน้าแรกรองปกหนังสือมีลายมือหวัดๆของแม่เขียนไว้ว่า "ของหนูจูน"และลงวันเดือนปีกำกับ
หลังจากนั่งลงและทำความรู้จักกับตัวหนังสือเล็กๆที่เรียงรายเข้ามาทักทายเพื่อนวัยเดียวกัน
น้าจูนหลงรักโต๊ะโตะจังและภาพประกอบเล็กๆบนแผ่นกระดาษสีแปลกตาในหนังสือนั่นเข้าเต็มเปา

คุโรยานางิ เท็ตสึโกะ เขียนเล่าเรื่องราวในโรงเรียนประถมโทโมเอผ่านสายตาของเด็กผู้หญิงช่างสงสัยอย่างโต๊ะโตะจังได้อย่างเป็นจริงที่สุด
น้าจูนในวัยนั้นเชื่ออย่างจริงๆจังๆว่า โต๊ะโตะจังคือหนังสือที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุเท่ากับน้าจูนเป็นคนเขียนขึ้น
เพราะ- - - เรา- - -  น้าจูนและโต๊ะโตะจังมักจะประสบปัญหาคล้ายๆกันเสมอ
ปัญหาอย่างเช่น การรู้สึกน้อยใจไปเองว่าหมาของตัวเองไม่รัก ,สนใจเรื่องราวที่เกิดที่นอกหน้า ก็เกิดขึ้นกับน้าจูนเช่นกันในวัยนั้น

กลวิธีการเขียนถ่ายทอดเรื่องราวด้วยสายตามุม"ย่อเข่า"ของผู้ใหญ่ปรากฏอยู่ในหนังสือหลายๆเล่ม
แต่ส่วนที่ยากที่สุดของการเขียนด้วยวิธีนี้ก็คือ

"บางทีพอเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่
......เราก็ลืม “ตัวเอง” ในตอนเป็นเด็กไปเสียแล้ว"

เท็ตสึโกะและผู้แปลอย่าง ผุสดี นาวาวิจิตร ก็ทำเอาน้าจูนเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าโรงเรียนโทโมเอมีอยู่จริงๆในขณะนั้น
เฝ้าแต่ถามว่าแม่จะย้ายน้าจูนไปอยู่ได้ไหม ญี่ปุ่นไกลจากบ้านของเรามากหรือเปล่า
โชคดีที่แม่ของน้าจูนสนใจในทุกๆคำถามของลูก วันถัดมาเธอจึงกลับบ้านมาพร้อมกับแผนที่โลกขนาดใหญ่
ซึ่งนอกจากน้าจูนจะได้รู้ว่าญี่ปุ่นอยู่ห่างบ้านของเราออกไปไกลแค่ไหนแล้ว
แม่ยังสร้างสรรค์เกมส์ค้นหาประเทศให้น้องชายกับน้าจูนแข่งกันวิ่งหัวซุกหัวซุนกันไปเอามือจิ้มแผนที่
กว่าแผนที่ที่น้าจูนกับน้องชายขยันเอามือไปจิ้มแรงๆจะพัง แม่ของน้าจูนเธอก็ประหยัดเงินซื้อของเล่นใหม่ไปได้โข
ในตอนนั้น น้าจูนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการจากไปของยาสึอากิจังมากตามประสาเด็กประถมสอง 
มีเพื่อนที่แสนดีอย่างโต๊ะโตะจังและได้เรียนในโรงเรียนโทโมเอ ....แล้วยาสึอากิจังจะจากไปไหนอีกนะ
ภาพที่ตัวหนังสือวาดไว้ถึงเย็นวันนั้น เย็นวันที่โต๊ะโตะจังทุลักทุเลทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับยาสึอากิสำเร็จ
....คงยังติดอยู่ในใจใครหลายๆคนที่เคยอ่านและเด็กหญิงจูนในตอนนั้นราวภาพถ่าย

ผู้เขียน เขียนถึงวัตถุประสงค์ในการบันทึกเรื่องราวของตนเองในวัยเด็กในชื่อโต๊ะโตะจังไว้ว่า

"เมื่อเขียนจบใหม่ๆ ดิฉันเพียงแต่คิดว่าอยากให้ครูและแม่ที่ยังมีอายุน้อยได้อ่าน
และรับรู้ว่าเคยมีนักการศึกษาที่รักเด็ก เชื่อมั่นในตัวเด็ก และมีไฟ อย่างคุณครูโคบายาชิ อยู่ในโลกนี้
แต่อีกใจหนึ่งก็นึกไปว่า คงมีครูบางคนไม่เห็นด้วย
....เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับสังคมที่ต้องแก่งแย่งกันอย่างทุกวันนี้"

ชั้นเรียนของน้าจูนในตอนนี้เองก็น่าสนใจเสียจนอดที่จะป้องปากกระซิบกระซาบเล่าให้ใครต่อใครฟังไม่ได้
เพื่อนร่วมห้องเรียนของน้าจูนไม่ใช่ใครที่เพิ่งผ่านชั้นเรียนมาหมาดๆอย่างสมัยเรียนปริญญาตรี
แต่เป็นเพื่อนที่มาจากต่างอายุ ต่างสาขาอาชีพ และต่างสถาบันการศึกษาอย่างสิ้นเชิง
น้าจูนชื่นชอบเสน่ห์ของห้องเรียนยามเย็นแบบนี้ชนิดที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
มุมมองของพี่พยาบาลจิตเวชกับคุณตำรวจหญิงที่มีต่อเรื่องเดียวกันอาจจะแตกต่างกันคนละขั้ว
หากแต่ไม่มีใครถูกใครผิด
เราสามารถเ