.

 

สวัสดีจ้ะนุ่น

ช่วงนี้น้าจูนชีพจรลงเท้าพิลึก
รีๆรอๆอยู่ว่า ไว้ให้ได้กลับมานั่งนิ่งๆอยู่บ้านนานๆก่อนถึงค่อยเขียนถึงหนู
ไว้ให้ชีวิตเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น แล้วค่อยเริ่มลงมือ
...บางครั้ง เราก็หาข้ออ้างต่างๆนาๆให้ความกลัวได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ช่วงนี้น้าจูนอ่านหนังสือไปเยอะเชียวนุ่น
ลังเลไปสามสิบรอบว่าจะเลือกเล่มไหนมาเขียนถึง
แต่มีเล่มหนึ่งที่น้าจูนว่าเหมาะเหม็ง
และเข้ากันได้อย่างดีเชียวกับช่วงเวลานี้ เวลาของการปิดเทอม
หนังสือชื่อ "หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"
หยิบมาดูวันนี้ก็ต้องอมยิ้มให้เสียทุกทีกับคำโปรยสีชมพูแจ่มที่หน้าปก

"สารคดีบ้างไม่ดีบ้าง"

"แล้วตกลงมันจะดีหรือไม่ดีกันนั่น"

ใครที่กวาดสายตาไปบรรจบกับตัวหนังสือยียวนแบบนั้นคงนึกถามขึ้นในใจ
โดยส่วนใหญ่การพบกันของหนังสือหลายเล่มในครอบครองกับน้าจูน
...มักจะเป็นรักแรกพบที่เกิดขึ้นโดยซื่อ
บางเล่มเกี่ยวแขนมาซบอกให้พออุ่นๆเพราะชอบคำโปรยเพียงสามคำที่หน้าปก
บางเล่มมาอยู่ด้วยกันเพราะ "สีปกสวย"
จ้ะ ฟังไม่ผิดหรอกนุ่น ซื้อมาเพราะสีของปกสวยนัก
เพราะจะบอกว่าปกสวยก็ไม่ถูกนัก ไม่ได้ชอบรูปหน้าปกแบบนั้น แต่ชอบสีฟ้าเฉดนั้นต่างหาก

แต่หนังสือเล่มนี้เพื่อนคนหนึ่งจูงมือมายื่นให้จับแล้วบอกกับน้าจูนว่า

"อ่านจบแล้วไปโบกรถกันเถอะ"

โบกรถ กิริยานั้นมันก็ฟังดูแสนง่าย แค่ยื่นมือออกไปแล้วโบกขึ้นโบกลง
น้าจูนโบกรถเมื่อยามรถรับจ้างผ่านมาแล้วต้องการขึ้นโดยสาร
หรือไม่ก็คือการโบกรถของเพื่อนที่กำลังจะขับเลยไปให้หยุดรอ
โบกรถ มันก็เรื่องง่ายๆ ทำไมต้องอ่านหนังสือและทำไมต้องชวนกันไปโบกรถกันเล่า

"เออ อ่านให้จบก่อนดิ"

น้าจูนรู้สึกเหมือนโดนบังคับให้อ่านหนังสือที่ไม่ได้รู้สึกพิเศษด้วยชอบกล
มันคือการแต่งงานแบบคลุมถุงชนนะนั่น ถึงกับเป็นอาชญากรรมทางวรรณกรรมเชียว

"พี่จุ้ย กับเพื่อนๆเขียนเชียวนะแก"
 
เพื่อนบอกแบบนั้นสำทับว่าเมื่อเห็นแววตาลังเลของน้าจูน
งานเขียนและงานเพลงของศุ บุญเลี้ยง เป็นหวานใจน้ำแข็งใสของน้าจูนมาแต่ไหนแต่ไร
เรื่องของเขาเป็นขนมชนิดที่ภายใต้น้ำแข็งใสราดน้ำแดงนั้นน่าเร้าใจเสมอ
เราอาจจะเจออาหารอะไรที่คนธรรมดาเขาไม่ใส่ลงไปในน้ำแข็งใสอย่างข้าวต้มมัดหรือบ๊วยเค็ม 
บางเรื่องดูเหมือนหวานแต่ก็ขำ บางเรื่องดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ก็มีอะไรซะงั้น

ถึงกระนั้นน้าจูนก็ยังไม่ชอบอารมณ์ที่แรกพบของตัวเอง
...กับตัวหนังสือของ สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก,ตุ้มพุทราและวายร้ายสีแดง อยู่ดี
เมื่อหนังสือที่ทำหน้าเจียมตัวบีบตัวลีบเล็กตามน้าจูนกลับมาห้องพัก
จึงมันถูกทิ้งให้นอนนิ่งอยู่กับพวกพี่ๆตำราเรียนหน้าตาไม่ดีทั้งหลาย
เป็นวิธีขังเดี่ยวที่สาหัสสากรรพอควรสำหรับหนังสือรื่นรมณ์สักเล่ม
เพราะน้าจูนไม่ค่อยเฉียดเข้าไปใกล้หนังสือเรียนมากนักก่อนเวลาสอบ
"หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"จึงวางเหงาๆอยู่ตรงนั้นเสียเป็นนาน
 
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง จำได้ว่ามันเป็นบ่ายวันว่างก่อนที่จะสอบวิชาที่หนักหนา
และน้าจูนกำลังเบื่อหน่ายสงครามวิชาการจนอยากจะอาเจียน
"หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"โบกปกสีขาวด่างๆของตัวเองออกมาจากกองหนังสือเรียนอยู่ไหวๆ
อารมณ์ในตอนนั้น แม้ที่ขาวๆแล่บๆตรงหน้าจะเป็นถุงกล้วยแขกหน้าบันเทิง น้าจูนก็ยินดีคว้า
วางหนังสือเรียนแล้วจับ "หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"มาอ่านด้วยความรู้สึกที่คล้ายๆกับหิว
และหลังจากเริ่มเปิดหน้าหนังสือแล้ว ก็ปิดวางหนังสือไปแค่ครั้งเดียวตอนลุกไปฉี่
ตุ้ม แดง จุ้ย จุ๊บ หัวเราะริกอยู่กลางแดดจ้าจัดของการเดินทาง
และเปี้ยม ในจินตนาการทำหน้าเฉยๆเอาผ้าพลาสติกลายดอกไม้สีชมพูกางกันแดด
 
อาจจะดูแปลกประหลาดและไร้เหตุผล
ที่เราจะอ่านหนังสือท่องเที่ยวระคนขำในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
แต่ในครั้งนั้นน้าจูนมีกำลังใจฮึดอ่านหนังสือเรียนมากมายเพราะ"หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"
โธ่ ถ้าน้าจูนตกสอบวิชาโหดหินวิชานี้ น้าจูนต้องลงเรียนภาคฤดูร้อนเชียวนะ
นั่นหมายถึง ตลอดปิดเทอม น้าจูนก็ต้องจับเจ่าอยู่ในห้องเรียน
...แสงแดด สายลม กะบะท้ายรถ ก็จะยิ่งห่างไกลน้าจูนออกไปลิบๆเข้าไปอีก

หากให้เลือกตัวเองเป็นตัวละครใดสักคนในเรื่อง น้าจูนน่าจะเป็น"เปิ้ล"
...ที่โดนสกัดดาวรุ่งโดยผู้ปกครองเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง
(อนึ่ง : แอบคิดนิดๆว่า เปิ้ล ควรจะเป็นนางเอกของหนังสือ
นักอ่านนวนิยายอย่างน้าจูนมักจะอดไม่ได้ที่จะพยายามหานางเอกและพระเอกจากเรื่องที่อ่าน
ทำไมเปิ้ลจะไม่ใช่นางเอกล่ะ ในเมื่อใครๆในหนังสือก็เขียนจดหมายถึงเธอ)

แม่กับพ่อร่วมกันตัดสินใจว่าแผนการท่องเที่ยวครั้งนั้นไม่ผ่านการอนุมัติ
อันที่จริงน้าจูนจะไม่บอกพ่อกับแม่เสียก่อนการเดินทางก็คงได้
แม่กับพ่อคงไม่ถึงกับลงโทษด้วยการเฆี่ยนน้าจูนแล้วกร้อนผมขังไว้ในบ้านหรอก
แต่น้าจูนบอกเพราะเชื่อว่าคนทั้งสองคนนั้นรู้จักน้าจูนดีที่สุดในโลก
บอกเพราะรู้ว่าเรื่องที่เล่าจะได้ถูกรับฟัง....ไม่ใช่เพียงได้ยิน
และน้าจูนเชื่อฟังเพราะไม่ใช่ตกเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองโดยราบคาบ
แต่เพราะน้าจูนรู้ว่า เราทั้งสองฝ่ายจะรับฟังกันและกัน

ปิดเทอมหน้าร้อนนั้น เพื่อนของน้าจูนกับเพื่อนของเธออีกสองคน...หญิงสองชายหนึ่ง
ก็เริ่มต้นโบกรถโดยตั้ง
ต้นจากจังหวัดสตูล
และไปจบที่จังหวัดเลยทางภาคอีสานตอนเหนือ
เรื่องราวที่เพื่อนเล่าช่างน่าทึ่ง เพื่อนๆคนอื่นๆได้แต่ส่งเสียงฮือฮากับเรื่องที่เธอเล่า
เรื่องรถสิบล้อน้ำใจงามที่พัทลุง คนขับรถกะบะหน้าดุที่โคราช
หลายคนหมายมั่นปั้นมือว่า ปิดเทอมคราวหน้าต้องหาโอกาสโบกรถเที่ยวกันบ้าง
...อย่างน้อยก็สักระยะทางสั้นๆ 
 
โลกมีหลายแง่มุมและหนังสือเล่มนี้ก็เล่ามุมมนๆของการเดินทางไว้อย่างสนุกและฉลาด
บางครั้งในการเดินทางก็มีบางวันที่ร้อนอ้าวและต้องใช้เวลารอรถที่โบกแสนนาน
แต่คนขี้เที่ยว คนช่างเที่ยวก็สามารถมองมันในมุมประชดประชันปนขบขันได้ไม่ยาก

"เขาขับไปไม่จอดก็ช่างเขา
เขาทำเป็นไม่เห็นเราก็มีหลาย
เขาไม่หยุดเราก็ไม่เห็นตาย
มีแต่คนใจร้าย ก็รู้ไป"(1)

การเดินทางเป็นโรงเรียนของชีวิตที่สอนในเรามีใจกว้างขวาง
รู้จักยอมรับ เข้าใจ และประนีประนอมกับทั้งตัวเราเองและคนอื่น

แม้"หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น"ไม่ใช่สารคดีท่องเที่ยว
ชนิดที่มีหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวก็สามารถทำตามไปทุกขั้นตอนก็ตามเที่ยวได้
แต่ตัวหนังสือที่มีกลิ่นแสงแดดและฝุ่นดินแดงพวกนั้น
เหมือนก้อนถ่านไม้ที่คุแสงเพียงวาบวาม
ไม่มีไฟลุกท่วมและไม่สว่างจ้าจัดอย่างให้เรารู้ว่ามีดวงไฟโชนอยู่
หากเมื่อไหร่โยนลงไปบนหัวใจที่มีเชื้อไฟคนช่างฝันก็คงเกิดการใหญ่ได้เดินทาง

"เป้ที่สะพายหลังทุกคนคงไม่ได้สวยหรูหรือยิ่งใหญ่
เหมือนเป้นักท่องเที่ยวผู้พิชิตหิมาลัย
แต่ไอ้ร่องรอยถูกเกี่ยว รอยด่างซีด รอยหนุนต่างหมอนนั่นแหล่ะ
ที่พร้อมจะเรียกให้คนแถวนี้ให้ล้อมวงนั่งฟังเรื่องราวด้วยความเพลิดเพลินราวต้องมนต์สะกด
หัสนิยายบนทางหลวงเกือบ 2000 กิโลเมตร ตลอด 720 ชั่วโมง จะหลั่งไหลออกมา
...เป็นร้อยเท่าของที่เคยเล่าให้ เปิ้ล ฟังผ่านบริการการสื่อสารแห่งประเทศไทย"(2)

วายร้ายสีแดงเค้าบอกไว้อย่างนี้ในตอนท้ายเล่ม
และเป็นอีกถ้อยหนึ่งที่ยืนยันความเชื่อของน้าจูนที่ว่า

"เรื่องนี้ เปิ้ลเป็นนางเอก"

น้าจูน

 

หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น แต่งโดย สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก ,วายร้ายสีแดง,ตุ้มพุทรา
พิมพ์ครั้งที่ 8 สนพ.ไปยาลน้อย กรุงเทพฯ ,2541
(1) หน้า 201
(2) หน้า 196

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เออ ใครคอมเม้นแล้วหายหรืออะไร
ความผิดดิฉันเองค่า
ยังไม่ชินกับเวอร์ชั่นใหม่ของเอ็กทีน
อ่ะ แต่ก็พอไหว
หวัดดีค่ะ

คัมภีร์ในดวงใจเลยนะ หนุ่มนักโบกฯ เนี่ย
อ่านไปไม่รู้กี่รอบ (สมัยสาว ๆ)
แล้วก็ใฝ่ฝันมาก วันนึงจะต้องโบกรถให้ได้

ฟ้าดินเป็นใจ
ให้ได้ไปเรียนหนังสือในแดนไกล ที่เค้านิยมโบกรถ กันเป็นประเพณี
ห่างจากบ้านคุณจูน อีก 100 กม.

มีเรื่องสนุก ๆ จากการโบกรถมากมาย ตลอด 4 ปี ที่อยู่ที่นั่น
ทั้งเจอเอง ทั้งที่เพื่อน ๆ เอามาเล่าให้ฟัง

เสียดายที่สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปมากมาย
เสียดาย เสียดายจริง ๆ ค่ะ

แต่ในความทรงจำ ที่อย่างยังแจ่มชัด สนุกสนาน สวยงามเสมอค่ะ

confused smile

#2 By friday on 2007-10-12 12:00

อ๊ะ มาอัพบล้อคพร้อมกันทำไมค๊า
โฮะ โฮะ
อ่านเรื่องนี้แล้วอยากโบกรถ
เอิมม เราเคยโบกรถด้วยนะ
หลายครั้งทีเดียว
มันต้องใช้ความกล้าอย่างมากในการจะยกแขนออกไป
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยกหรอกนะ
พยายามจะยกประมาณทีนึง
ต้องแกล้งเปลี่ยนเป็นท่าโบกมือบ๊ายบายให้ใครก็ไม่รู้แทน
ก็มันตลกง่า
(ฮา)
การโบกรถของเราก็แค่ ยืนริมถนนส่งยิ้มแหะๆ
มีคนจอดถามก็เป็นอันว่าได้ไป แค่นั้นจริงๆ

เออเคยโบกได้ฟอร์จูนเนอร์ กับ วอลโว่หรูหรา
ยังขำกันกับเพื่อนที่ไปด้วย
เฮ้ย โบกรถมันต้องลำบากๆ นั่งกระบะไม่ใช่เหรอ
แต่ในรถอึดอัดนะ ไม่รู้จะเมาท์อะไร

#3 By walk my own way ^^ on 2007-10-12 12:34

เคยเห็น แต่ไม่เคยหยิบอ่าน
.
.
ตั้งแต่เกิดมาเคยโบกรถ ที่เขาเรียกว่าโบกแบบโดยสาร
ไปไกลๆนั่นอยู่ครั้งหนึ่ง

ตื่นเต้นชะมัด เพราะไปกันแค่ 2 คน ผู้หญิง

เคยโบกแค่ไม่กี่ครั้ง ครั้งละสั้นๆ

ครั้งหนึ่งเป็นการกลับจาก ไทรงาม ที่พิมาย
ตอนไปนะ ขอบอก อีเพื่อนบอกว่าไม่ไกล
เดินไปถึงได้จากปราสาทหินพิมาย

จำได้ว่าตอนขาไปไม่เท่าไหร่เพราะมันคือหน้าหนาว
เป็นการเดินพร้อมกำลังใจที่ว่า "มีหมอดูที่ดูแม่นมากที่ไทรงาม"
เหนื่อยมากเมื่อไปถึง ทางไกลมากกก ยิ่งขากลับเป็นบ่ายแดดร้อน
บอกเพื่อนว่าขึ้นรถประจำทางเถอะ อ่ะ มีที่ไหน รถประจำทาง
เลยตัดสินใจโบกรถกันค่ะ 7-8 คน
อารมณ์เดียวกับขวัญคือ เขิน
ทำเป็นเดินเกร่ๆ พอเห็นรถก็ทำมือยื่นนิดหน่อย
คือ ทำมือแผล่บๆชนิดที่โบกกลัวคนขับเห็น แต่ก็ยังมีคนเห็นจนได้นะนั่น

ได้นั่งท้ายกะบะขาวมาลงตรงที่ที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางได้
ตอนลงจากรถ ตั้งใจมากว่า
ถ้ามีรถเป็นของตัวเองจะรับเด็กๆที่โบกรถไปด้วย
แต่ แต่ รถเก๋งมักจะถูกรังเกียจ เห็นยืนโบกอยู่ดีๆ
พอเราเริ่มชลอ มันทำหันหลังให้ถนนกันซะงั้น

จริงด้วยขวัญ ท้ายกะบะ นี่มันมีมนต์

#5 By Platonic place on 2007-10-12 14:27

เราได้อ่านเรื่องนี้ตอนมอห้า อินกันมาก
เหมือนอยู่อย่างก็ใครๆก้อชวนกันไปโบกรถ

#6 By N.P on 2007-10-12 22:35

big smile หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มโปรด อีกเล่มหนึง
สนุกสนาน เฮฮา น่ารักดี
อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากไปเที่ยวแบบโบกรถขึ้นมาทันที
แต่ยุคสมัยนี้ มันอันตราย
ไว้ใจใครไม่ค่อยได้
ก็เลยต้องอด ไปเที่ยวกันเองกับเพื่อนๆเป็นกลุ่ม
ก็สนุกสุดๆละsurprised smile

#7 By cha_ame on 2007-10-12 22:55

ตอนมหาลัย เพื่อนๆ ก็มีทริปโบกรถจากกรุงเทพฯไปจันทบุรีกัน น่าสนุกมากๆ
แต่... มันเป็นทริปชายล้วน
เสียดายมาก
เสียดายอะไรน้อ sad smileเอิ่มม ความเห็นนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน

#8 By Sunday Syndrome on 2007-10-12 22:59

ฟรีโพล ไม่ว่าจะเป็นหัวข้ออะไรก็ได้ และสามารถใช้รูปภาพเป็นตัวเลือกสำหรับธหวตได้ด้วย แล้วยังสามารถสร้างแล้วนำไปติดตั้งบนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดของท่านได้ ไม่ต้องลงทะเบียนใช้งาน ติดตั้งง่าย พร้อมแสดงกราฟผลการโหวต ด้วยเทคโนโลยีที่ทันทสมัยที่สุด พร้อมระบบป้องกันการโหวตซ้ำ

http://www.thailandinone.com/dotcom/servlet/poll/?lc=th

#9 By pkerror on 2007-10-13 03:02

เราก็ชอบเล่มนี้มากเหมือนกัน
อ่านกี่ครั้งก็ยังสนุก
ถ้าได้มีชีวิตที่สนุกแบบนี้บ้าง ก็คงจะดี

#10 By หมวยเล็ก (203.118.101.240) on 2007-10-14 00:00

ช่วงยังเรียนหนังสือฉันโบกรถเที่ยวอยู๋หลายครั้ง
เพราะทุนทรัพย์น้อย แต่อยากเที่ยวไกล
โบกจากเชียงใหม่ลงใต้ เด็กดอยต้องโบกรถไปทะเล
ไม่รู้อะไรทำให้คิดแบบนั้น

เชื่อไหม ฉันไม่เคยอ่านหนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่นเลยแฮะ ตามประสาคนใจแคบเห็นเพื่อนๆ อ่านกันเยอะแล้วแอนตี้ มาเสียดายเอาก็หลังหายขาดจากโรคแอนตี้หนังสือที่เป็นที่นิยม

ฉันเคยนั่งรถขนถังน้ำมันที่แม่สอด รถขนส้มที่แพร่ รถขนปลาที่สิงห์บุรี รถขนปูนที่กำแพงเพชร

รถที่โบกแล้วปลอดภัยที่สุด กลับกลายเป็นรถบรรทุกสิบล้อเหล่านี้แหละ ลุงๆ คนขับชอบให้มีเด็กๆ มานั่งด้วย ชวนคุย จะได้ไม่ง่วง บางทีดึกมาก ก็จอดนอนหลับทั้งคนขับคนโบก

คิดถึงช่วงชีวิตวัยนั้นจัง (โอ๊ะ แสดงความแก่โดยไม่ได้ตั้งใจ) sad smile
หวัดดีเช้าวันอาทิตย์จ้าจูน--

จำได้ว่า...ตอนเรียนภาษาฝรั่งเศสมัธยมปลาย
อาจารย์เคยเล่าให้ฟังเรื่องการโบกรถในฝรั่งเศส
ว่ามันเป็นคล้ายวัฒนธรรม...ใครโบกต้องรับทุกราย
ถือเป็นมารยาท และเป็นเรื่องปกติธรรมดามากสำหรับที่นั่น...

นั่นเองจุดประกายให้เราอยากลองโบกดูสักครั้ง
แล้วก็มีโอกาสจริงๆ ...ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
สนุกดี แต่รู้สึกว่าการโบกรถที่ประเทศเรานี้น่าจะยากลำบากกว่าในฝรั่งเศสมากๆ เลยนะ

อืม...ในประเทศ และในยุคสมัยที่เราต่างก็มีแต่ความหวาดระแวงกันและกันเช่นนี้...

อ๊ะ กลายเป็นเรื่องซีเรียสไปเสียshipเลย
โทษทีจ้า sad smile

...

ป.ล.คิดถึงนะจ๊า big smile

#12 By jOylUckClUb on 2007-10-14 09:54

หนังสือเล่มนี้เคยอ่านสมัยโน้น (นานมากๆ ) ครั้งแรกที่ได้
อ่านเพราะไปบ้านเพื่อน เห็นหนังสือใหม่วางอยู่หลายเล่ม
เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะ 1 ในชื่อคนเขียนเล่มนี้คือ สมจุ้ย
เจตนาน่าสนุก .. ชอบพี่จุ้ยเหมือนกันค่ะ ชอบชื่อนามสกุลที่
พี่จุ้ยใช้เขียนหนังสือด้วยนะคะ เจตนาน่าสนุก (แน่ๆ ) และ
เชื่อว่าไม่แค่สนุกเฉยๆ ด้วยสิค่ะ

เราจำเรื่องราวในหนังสือไม่ค่อยได้แล้วค่ะ เรื่องราวเลือนๆ ไป
พร้อมกับเวลาเยอะเลย .. ชวนคุยเรื่องการโบก พาให้นึกถึง
บรรยากาศการโบกรถอันน้อยนิดของเรากับเพื่อนๆ และรุ่นพี่
ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น เอิ๊กกก สนุกดีค่ะ

หนังสือเก่าๆ ที่คุณจูนเลือกมาเขียนเล่าให้หนูนุ่นฟังอีกครั้งนี่
คุณจูนอ่านทั้งเล่มอีกรอบไหมคะ มีหลายเล่มที่เราเคยอ่านไป
นานนนนแล้ว พอเห็นคุณจูนเล่าให้หนูนุ่นฟัง อยากจะกลับไปหา
อ่านใหม่อีกรอบเลยค่ะ .. เล่มนี้ก็เหมือนกัน อ่านแล้วรู้สึกคิดถึง
คิดถึงหลายอย่างเลย ..

#13 By moodee on 2007-10-14 12:18

ไปสมุยมาไม่คล้ายในหนังสือเท่าไหร่จ้ะ
แต่ยังมีกลิ่นนิดๆ

#14 By แมงปอ on 2007-10-15 15:15

โอ้! หนังสือเล่มนี้นี่เอง
ที่หายไปจากกองหนังสือ (รกๆ)ของเรา
ดีใจจังมาเจอ blog นี้
ทำให้นึกถึงหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ
ให้เราได้ลองทำอะไรสนุกๆ ดูบ้าง
ถึงแม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ ก็ตาม

ปล. ขอ add big smile

#15 By dasaifu on 2007-10-16 01:17

big smile big smile

#16 By 1411 on 2007-10-16 15:54


confused smile
วันนี้เปิดมาเห็นธีมใหม่ รูปเฮดบลอคใหม่ด้วย
ฝีมือเจ้าของบลอควาดเองแน่ๆ เลย big smile

#17 By moodee on 2007-10-19 01:01

แง้ เมื่อกี้คอมเม้นยาวมาก
ทำไมมันเออเร่อเล่า

เสียใจอะ.......
นั่นสิ เอ็กทีนใหม่นี่ ดิฉันปรับแต่งหน้าจอลำบาก
อยากทำบล็อกสีขาวๆ ใสๆ เอาไว้วาดไดอารี่สีน้ำ

จินตนาการกว้างไกลมาก แต่ทำไม่เป็น

งืมๆ เดี๋ยวไปลองที่ใหม่ๆหน่อย

ภาพโบกรถที่ประทับใจที่สุดน่าจะมาจากหนังฝรั่งเศสชื่อ Blue
มันเป็นตอนย่ำเย็นที่พระเอกเพิ่งรู้ว่านางเอกท้อง
โบกรถบรรทุกกลับบ้าน คนในรถร้องเพลงภาษาฝรั่งเศสที่ฟังไม่เข้าใจ
แต่มันเพราะมากๆในความรู้สึก
ภาพสีฟ้าเข้มของถนน สีเขียวของต้นไม้ สีส้มพระอาทิตย์

ไปเอามาดูซ้ำดีกว่าวันนี้
ป.ล. โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะหนู ไว้คอมเม้นใหม่นะ
เจ้ คะ เจ้คะ
นี่ก็ผ่านมาราว 48 ชม แล้ว
ยังรบไม่ชนะอีกรึ
สู้ๆนะ ไปล่ะ
แถวนี้ฝนตก หนักมาก
อากาศเป็นบ้ามากๆเลย

#22 By walk my own way ^^ on 2007-10-20 14:36

รับทราบจ้า ซ่อนให้แล้ว
ไปกินข้าวมา เพื่อนเธอเลี้ยงส่งดิฉันค่ะ
ได้ข่าวว่าอีกสองสัปดาห์ดิฉันก็กลับมา
แล้วจะไปๆมาๆแบบนี้ไปเรื่อย

เอิ๊กๆ มีความสุขมาก


หวัดดีจ้า...จูน

เป็นไงมั่งแล้ว
อ่ะ...ได้ข่าวว่ามีความสุขมาก แหะๆ ก็จากคำตอบข้างบนน่านแหละ sad smile

กรุงเทพฯ ลมฉิวๆ แล้วจ้า
แถวบ้านเราอากาศช่วงเช้าและกลางคืนดีมาก
บางคืนแอบไม่อาบน้ำด้วย...ก็มันเย็นจัดเลย

ขึ้น ก.ท.ม. คราวนี้ อยู่นานมั้ยเอ่ย
คงได้เจอกันบ้าง เกะอ่ะเกะ อย่างที่คุยกันไว้ question

ไอ วอนนา ซิง อะ ซอง...ฮี่ๆๆๆๆ

#25 By jOylUckClUb on 2007-10-22 12:11

อยากฟังเพลง "ยังมี" จากจูนบ้างจังbig smile

#26 By 1411 on 2007-11-02 12:55

จูนนนน...

เป็นไงมั่งแล้วจ๊ะ
อ่ะ ท่าทางจะเพลิดเพลินเป็นการใหญ่เชียว ^^

อากาศกรุงเทพฯ ก็สามวันดีสี่วันร้อนนะ...เมื่อไหร่จะหนาวจริงจังซ้ากทีก็ม่ายรุ - -\'

เราเพิ่งไปผ่าฟันคุดมาสองซี่เมื่อวันก่อน
ยังเจ็บอยู่เลย...เข้าใจแล้วว่าหยอดน้ำข้าวต้มน่ะเป็นไง

ไม่รู้จูนยังอยู่ กทม. หรือกลับสงขลาแล้ว
ยังไงก็ตามมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวอย่างเคยนะจ๊ะ

see ya big smile

#27 By จ๋อยเอ๊ง!! (203.113.35.9) on 2007-11-03 09:52

โอ้โฮ
ไม่ได้เห็นหนังสือเล่มนี้นานมาก
คุณจูนทำให้ระลึกชาติได้อีกรอบค่ะ
confused smile

#28 By 'ปราย (58.8.76.134) on 2007-11-08 23:40

เคยอ่านนานมากกกกก....ไม่ได้เห็นนานแล้ว ทำเอาอยากย้อนกลับไปอ่านอีกที บางครั้งเวลาได้อ่านหนังสือสมัยที่เราเคยอ่านตอนยังเด็กหรือวัยรุ่น ก็ทำให้อดนึกย้อนไปถึงอดีตในช่วงนั้นไม่ได้เนอะ

#29 By prim (203.156.22.52) on 2007-11-09 12:12

แวะมาแอบอ่านจดหมายของหนูนุ่น...
open-mounthed smile

#30 By กันเอง on 2007-11-17 22:19

หล่อนหายไปเลย ชีวิตเฟรชชี่ที่มีความรักคงสดใสปิ๊งปั๊งน้ะสิจ๊ะ คริ ๆ คิดถึงหล่อนนะ แต่ก็ดีใจที่เห็นหล่อนมีความสุข อิชั้นก็มีความสุขตามอัตคัต เอ๊ย อัตถภาพ (สะกดไม่ถูก อิอิ) ไม่จมในความทุกข์เหมือนก่อนหน้านี้ แต่มีบ้างที่จมกับความคิดถึงและเสียดาย (อ้อ ไม่ใช่คนเดิมด้วยนะ ดูซิ เปรี้ยวมะ 55) รักหรือไม่รัก ก็ยังอกหักเหมือนเดิมว่ะหล่อน

อิชั้นมีชุดขาวแล้ว รอเวลาเข้าวัด sad smile วันนี้ตั้งท่าจะโดดงานไปวัดอัมพวัน แต่เกรง ๆ อยู่ว่าจะตื่นตอนตี 3 ครึ่งไม่ไหว หนาวอิ๊บเลยเนอะ

#31 By b613 on 2007-11-30 10:17

ว่าง ๆ จะเขียนหนุ่มนักรัก สาวขี้หื่น ให้อ่านดีมั้ยจูน

ฮี่ ๆ ๆ ๆ

#32 By อีแมะจิ๊ on 2007-12-04 10:33

ทำไมหายไปได้นานขนาดนี้
ความรักทำให้คนเปลี๋ยนไป๋ question
คิดถึงตัวหนังสือที่หน้าบลอคนี้อะค่ะ
ไม่ว่างเลยหรอคะ เงียบไปจริงๆ นะ
คิดถึงอ่ะค่ะ

#33 By moodee on 2007-12-16 10:16

มีคนฝากมาบอกว่ากำลังสอบ
และความรักไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนไปหรอก จริงจริ๊ง

#34 By : ) (158.108.18.119) on 2007-12-25 13:03

สวัสดีจ้ะ surprised smile

#35 By b613 on 2008-01-07 01:21

สวัสดีจูนที่คิดถึง...

เหมือนจะจับใจความผ่าน ๆ ได้ว่า จูนในช่วงนี้นอกจากจะ ว้าน...หวานแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องเรียนด้วย

จูนเรียนต่อโท ใช่มั้ยจ๊ะ เวลาถึงหายไปมากมายขนาดนั้น

บางครั้งพอจูนหรือใครต่อใครที่พี่รู้จักที่นี่ พูดถึงหนังสือของพี่จุ้ย พี่ต้องแปลกใจตัวเองทุกครั้งเลยค่ะ เพราะพี่มั่นอกมั่นใจในตัวเองนักหนาว่า อ่านหนังสือเป็นตัน อ่านเป็นงานหลัก

แต่พี่กลับไม่อ่านงานของพี่จุ้ย

ราวกับว่าพี่ทำเวลาตกหายไปช่วงหนึ่งยังไงไม่รู้ เพราะพี่คุ้น ๆ ว่า ในวันหนึ่งซึ่งชีวิตยังยุ่งเหยิงอยู่กับงานเช่นเดิม ๆ ทุกวัน น้องสาวคนหนึ่งที่ทำงาน ทักว่า พี่อ่านงานของพี่จุ้ยบ้างไหม พี่จะเอาหนังสือพี่จุ้ย (ที่เขามี) ไปอ่านหรือเปล่า

และยังไงต่อก็ไม่รู้นะ รู้แต่ว่า พี่เอาหนังสือของธราธิปไปอ่านแทน

จำไม่ได้จริง ๆ ว่าทำไมถึงไม่อ่าน sad smile

ก็เค้าคิดถึงจริงๆนี่นา ..
ตอนนี้กะลังอยู่ในช่วงโลวซีซั่นของชีวิต
แต่ว่า ว่า สมุย โลวไม่นาน 2 เดือนเอง

เฮ้อ ...ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง
ถ้าเท้าเหยียบถึงพื้นเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

...




#37 By walk my own way ^^ on 2008-02-20 16:50

จูนที่คิดถึง...

เห็นจูนเขียนเล่าอะไรมากกว่าคำทักทายแล้ว คิดถึงเรื่องราวของจูนมาก ๆ คิดถึงหนังสือที่จูนอ่าน เพลงที่จูนฟัง ที่ ๆ จูนไป งานฝีมือของจูน ผู้คนรอบข้างจูนและความรักของจูน

แต่ยังไงก็ต้องรับผิดชอบเรื่องเรียนนี่นา
big smile ตามรอยมดมา อิอิ

#39 By b613 on 2008-02-22 16:43

มดอีกตัวนำทางมา question
อ่านมา 3-4 ฉบับแล้ว อยากถามว่าอยู่สงขลาเหรอครับ..

#41 By you'll never walk alone (202.60.199.126) on 2008-07-05 21:24