Pick Yourself Up : รัก(ชำ)แรก

posted on 01 Oct 2007 09:48 by junnie in Pick-Urself-Up

ฉันเคยฝันว่า สักวันฉันจะเป็นนักเขียนนวนิยาย
เอิ๊กๆ และเจาะจงเขียนเฉพาะเขียนนวนิยายรักหวานแหววแบบจบสุขเท่านั้น
ความฝันเลือนๆในตอนนั้น
อาจจะเป็นเพราะความฝังใจตั้งแต่ยังเยาว์ของตัวเองที่มีเรื่องได้ลงคอลัมน์แต่งเรื่องจากภาพในสตรีสารภาคพิเศษก็เป็นได้

หากให้นึกถึงใครสักคนที่เป็นคนมีอิทธิพลในการอ่านเขียนของฉัน
ใครคนแรกคนนั้นในชีวิตคือ "แม่"
ตั้งแต่จำความได้ กระเป๋าทำงานใบโตของแม่มักจะมีนิตยสารม้วนเหน็บกลับมาเสมอ
"สตรีสาร" "สกุลไทย" "ลลนา"
สตรีสารจะมาวันจันทร์ และ สกุลไทยจะมาวันพุธ
ลลนา มาสายบ้างเป็นบางครั้งจนบอกวันที่แน่นอนของการมาถึงไม่ได้
ที่โรงพยาบาล แม่มีคนส่งหนังสือเจ้าประจำที่ซื้อหากันมาตั้งแต่เป็นสาวโสด
แม่เล่าบ่อยๆว่าด้วยความที่ครอบครัวของแม่ "มี" ไม่มากมาย
...หนังสือจึงเป็นลำดับท้ายๆที่แม่จะเจียดเงินไปในการใช้ในการซื้อหา
และเมื่อแม่ได้รับเงินเดือนเดือนแรก หลังจากแบ่งเงินส่งไปให้ยายแล้ว
สิ่งแรกที่แม่ทำคือซื้อหนังสือ หนังสือที่เป็นของตัวเองจริงๆสักเล่มโดยไม่ต้องขอยืมใครอ่าน
ฉันกับน้องถูกสอนว่าให้อ่านหนังสืออย่างถนอม ตัวหนังสือมีค่าเหมือนครูของคนอ่าน
และหากเราอ่านได้เรียบร้อยพอ
....หนังสือนิตยสารพวกนั้นจะสามารถส่งต่อไปให้ห้องสมุดในโรงเรียนประถมที่บ้านเกิดของแม่ได้

ตอนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก ไม่พ่อก็แม่จะเป็นคนอ่านสตรีสารภาคพิเศษให้ฉันกับน้องฟัง
จนกระทั่งฉันพอจะอ่านหนังสือออกประปราย
...พ่อกับแม่ก็มักจะอยู่ตรงที่เดิมตรงข้างๆเราสองคนในเวลาอ่านหนังสือ
คอยฟัง คอยคุย คอยตอบทุกๆคำถามแม้กระทั่งคำถามที่เล็กที่สุดในโลกของเด็กสามขวบ

"โห แม่ แบบนี้น้องก็เขียนได้"

ฉันบอกแม่แบบนั้นหลังจากที่อ่านเรื่องที่เด็กๆส่งไปในภาคพิเศษของสตรีสาร

"งั้นก็เขียนสิลูก เขียนเลย"

ในยามเยาว์ ความหวาดกลัวกระจ้อยร่อยเท่ากองทรายที่สูงแค่ข้อเท้า
และดูง่ายดายนักที่เราจะเริ่มต้นเดินก้าวข้ามไป

ฉันก็แค่ลงมือลากตัวหนังสือโยเยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า "เขียนดีกว่ายายคนนั้นแน่ๆ"
พิสูจน์ความเชื่อของตัวเองอีกครั้งด้วยการให้พ่อกับแม่อ่าน
แม่ค่อยๆเลือกซองจดหมายมาใส่กระดาษยับๆของลูกสาว(ที่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างประหลาด)
จ่าหน้าซองด้วยตัวหนังสือมนๆกลมๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแม่ ติดแสตมป์
.... แล้วเราสองคนก็เอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์สีแดงด้วยกัน

"ได้ลงแน่ๆ"

นั่นเป็นความคิดของเด็กเจ็ดขวบที่เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
....โลกและดวงดาวดาษดาต่างพากันหมุนวนรอบตัวเรา
แล้วหลังจากส่ง"แต่งเรื่องจากภาพ"ไปได้ไม่กี่สัปดาห์ เรื่องนั้นก็ได้ลงตีพิมพ์ในสตรีสารภาคพิเศษจริงๆ

อันที่จริงฉันลืมเรื่องนี้ไปนานแล้วค่ะ
นานจนกระทั่งแม่เพิ่งเล่าให้ฟังซ้ำเมื่อสองสามวันก่อน ตอนที่ยื่นนิตยสารปกสีลูกกวาดให้แม่อ่าน

"หม่ะ นี่ไงหนังสือที่มีเรื่องได้ลง"

น่าขันที่คืนวันล่วงเลยทำให้เรากลายเป็นคนช่างขัดเขิน
....เด็กผู้หญิงที่แสนเชื่อมั่นคนนั้นวิ่งหายไปไกลลิบถึงเส้นขอบฟ้า

ฉันทำท่าทางเฉยๆ เพื่อกลบเกลื่อนความตื่นเต้นในดวงตาเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
แม่ก้มหน้านิ่งอ่าน "จดหมายถึงหนูนุ่น" ในหน้ากระดาษสีหวานอยู่ครู่ใหญ่
และฉันกลั้นหายใจจนแทบขาดอากาศด้วยความรู้สึกระทึกนัก
.....ก่อนที่แม่จะเงยหน้ามาบอกฉันว่าที่ฉันเขียนมันดีมากมาย

นอกจากผู้คนในโลกของช่องอากาศและเพื่อนสนิท
...ใครๆที่รู้จักตัวเป็นๆของฉันมักจะไม่เคยได้อ่านเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้

"การมองเรื่องที่ฉันเขียนผ่านดวงตาของผู้คนจริงๆเป็นเรื่องแปลกใหม่ในชีวิตนัก"

หลังจากคอลัมน์จดหมายถึงหนูนุ่นเริ่มลงตีพิมพ์ในนิตยสาร "ไอน้ำ"
ฉันก็พบว่าการเขียนหน้ากระดาษช่องอากาศตรงนี้ยากเย็น
บางครั้งฉันก็กังวลไปว่า เรื่องที่เขียนไป คนอ่านสักคนที่อยู่ไกลออกไปจากฉันมากๆจะรู้สึกกับมันในแบบไหน
ความคิดเห็นของคนที่ไม่ใช่เพื่อนของเพื่อน ไม่ใช่คนที่ติดตามไปตอบช่องความคิดเห็นของเขากลับได้
ไม่ใช่คนที่ฉันเต็มใจยกส่วนที่เขียนแล้วทำเป็นหนังสือทำมือให้เฉยๆ
แต่เป็นความคิดเห็นของใครสักคนที่ยินดีจะควักกระเป๋าสตางค์ออกมากซื้อหนังสือสักเล่ม
หนังสือที่มีหน้ากระดาษบรรจุตัวหนังสือที่ฉันเขียนถึงสองหน้า สองหน้าเชียวนะ

ฉันแอบอ่านหนังสือที่มีเรื่องตัวเองลงด้วยความเขิน ....เขินที่มันสีสวย น่ารัก
และเมื่อถึงหน้าที่มีเรื่องได้ลง ฉันแทบจะต้องหรี่ตาอ่านไม่ให้ตัวเองอมยิ้มจนออกนอกหน้าจนเกินไป

- แต่ฉันก็ยังกังวลจนเขียนอะไรๆไม่ได้อยู่ดี
ปราการที่ฉันก่อไว้ด้วยก้อนอิฐของความกลัวสูงลิบจนไม่สามารถมองเห็นอีกฟากของกำแพงได้

ฉันมักจะกังวลเสมอๆว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่งดงามพอ ...สำหรับการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง
และบางครั้งฉันปล่อยให้ความกลัวเหล่านั้นทอดเงาทมึนทาบทับทางเดินของชีวิต -


ใครบางคนที่เข้ามาอยู่ใกล้ชิดหัวใจโทรศัพท์มาหาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนปลาบปลื้ม

"หน้า 144 ในไอน้ำ มันเยี่ยมมากๆ"

"เรื่องที่เคยเขียนไว้ในบล็อกรึเปล่าคะ ยังไม่ได้อ่านเล่มใหม่เลย ที่สงขลายังไม่มีเลยค่ะ"

"ไม่ใช่ๆ หน้า 144 ต่างหาก"

เสียงในสายทำให้ฉันรู้สึกเหมือนไปนั่งอยู่ตรงนั้น นั่งอยู่ตรงหน้าและจ้องมองดวงตาของกันและกัน
และด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนพูดกำลังยิ้ม ยิ้มจนแทบผิวแก้มปริแยกออกจากกันเหมือนผิวตึงของผลไม้รสหวานสุกปลั่ง
....ก็ยิ่งทำให้ฉันยิ่งอยากรู้เรื่องราวในหน้ากระดาษ

"อ่านให้ฟังหน่อยสินะคะ นะคะ นะคะ"

ใครคนนั้นค่อยๆอ่านจดหมายถึงบรรณาธิการฉบับหนึ่งให้ฟังด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
จดหมายพูดถึงคอลัมน์ใหม่ ในนิตยสารอย่าง "จดหมายถึงหนูนุ่น" ไว้ไม่ยาวนัก
แต่ที่ดีกว่าอะไรทั้งหมดก็คือเธอเริ่มสนใจการอ่านและการเขียน


มีหลายครั้งหลายหนที่คนรอบตัวบอกกับฉันว่า
...ฉันน่าจะลองทำอะไรๆให้ความฝันเป็นรูปเป็นร่าง
ยายเด็กผู้หญิงหน้างอที่แอบซ่อนในอยู่ในใจของฉัน
มักจะเม้มริมฝีปากแน่นๆ แล้วบ่นไปว่า

"ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปให้คนแปลกหน้าเลือกเราจากใครๆเลยนี่
ฉันไม่ได้เขียนเพื่ออะไร เพียงแค่อยากทำก็เท่านั้น"

คนข้างใจมักจะยิ้มขำกับท่าทางเหมือนจะขังตัวเองไว้ในกล่องของฉันในบางคาบบางคราว
เมื่อเริ่มขยับมาเข้าใกล้กัน ฉันเพียรหันด้านโน้นด้านนี้ที่คิดว่า "น่าจะดี"ให้อีกคนชม
การพยายามเป็นอะไรที่เราไม่ได้เป็น มันเหมือนการสวมรองเท้าที่ไม่พอดีเข้ากับเท้าของเราแล้วออกเดินเป็นระยะทางไกล

มันอาจจะไม่ทำให้เราบาดเจ็บถึงตาย แต่ก็ปวดแสบปวดร้อน ทรมานมากพอดู

และเมื่อมันปั่นป่วนมากไปที่จะลองเป็น"ใครคนที่ฉันอยากเป็น"อยู่ตลอดเวลา

ฉันก็สับสวิตซ์เป็นตัวเองที่เป็นเสียอย่างนั้น โดยจับตามองปฎิกิริยาจากคนข้างใจอย่างไม่วางตา

คิดไปเองว่าอีกไม่กี่มากน้อย ฉันอาจจะได้ยินคำอย่าง "ทำไมไม่อย่างนั้นอย่างนี้" หรือไม่ก็ "เธอช่างธรรมดาเกินไป" อะไรทำนองนั้น

แต่เปล่าเลย มันกลับทำให้ชีวิตของคนสองคนง่ายขึ้นที่จะพูดคุยและทำความเข้าใจกันอย่างตรงไปตรงมา

"เป็นแบบนี้แหล่ะ ดีแล้ว เป็นแบบที่ตัวเองเป็น"

คนคนหนึ่งมักจะบอกกับฉันแบบนั้น
แม้ว่าข้อความจะฟังดูเรียบง่าย แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากฉันได้เสมอไม่ว่าเป็นวันที่ต้องเดินผ่านเรื่องราวใดๆ

และในบางครั้งที่ฉันก็กลัวว่านอกจากอ้อมกอดตัวหนังสือของคนที่รู้จักกัน
ตัวหนังสือของฉันจะไม่ดีพอสำหรับใครคนอื่น

การเดินทางมาถึงของเนื้อความในจดหมายจากผู้อ่านถึงบรรณาธิการฉบับนั้นทำให้ฉันตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง
มันอาจจะน่ากลัวอยู่บ้าง แต่ฉันก็จะได้ทดลองเปิดประตูลองทำอะไรบางอย่างนั้นดูสักครั้งในชีวิต
มันอาจจะยาก มันอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ฉันคิด
แต่ฉันเชื่อว่า "ฉันจะไม่เป็นไร"

แม้ว่าบานประตูของกำแพงนั้นหนาและหนัก
หากตัวหนังสือจากคนอ่านคนนั้น
ตัวหนังสือของทุกๆความคิดเห็นบนพื้นที่ของช่องอากาศตรงนี้
และมือที่เกาะกุมกันของความรัก
....จะช่วยฉันผลักประตูกำแพงออกไปเบาๆ

ไปด้วยกันนะคะ เราออกเดินไปด้วยกัน

Comment

Comment:

Tweet

แอบแวะมาด้อมๆมองๆรอคอยจดหมายถึงหนูนุ่น
นานเหมือนกันนะคะที่หายไปจากบล็อก ..
..
ฉันบังเอิญได้เข้ามาอ่านเกือบปีแล้ว
set favorite ไว้ที่เครื่อง
ตามอ่านย้อนหลังทุก entry ~

ช่วงที่หายไป .. ฉันไม่ทราบที่ไปที่มา
แต่อยากบอกว่าแวะมาคอยเกือบทุกวัน :)

สุดท้าย .. เป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการผลักประตูกำแพงนะคะ


big smile เขียวมะกอก ..

#15 By someone (117.47.14.30) on 2007-10-18 01:24

ไปด้วยงับ สู้ๆbig smile
วันก่อนแวะแผงหนังสือ
เลยได้ไปเปิดดูมาแล้ว
แอบอมยิ้มอยู่คนเดียวน่ะ

คนเขียนคอลัมน์นี้ชั้นรู้จักนะopen-mounthed smile

#13 By ระหว่างทาง on 2007-10-10 23:30

ตอนเด็กๆที่บ้านอ่านขวัญเรือนค่ะ
จะรออ่านผลงานนะคะ

#12 By แมงปอ on 2007-10-08 16:36

ดีใจที่จูนกลับมาเขียนอีกครั้ง...
...
เราไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนั้น
แต่จำได้ว่าไปยืนเปิดอ่านในร้านหนังสือ
และเห็น 'จดหมายถึงหนูนุ่น' ของจูนอยู่ในนั้นด้วย
เราตื่นเต้นและดีใจมากๆ...ที่ได้เห็นตัวหนังสือของจูน ปรากฏอยู่ไม่ใช่แค่ที่นี่
...
เหมือนได้เห็นตัวหนังสือที่มีชีวิตชีวาของจูนในอีกที่หนึ่ง และเราก็รู้สึกดีจริงๆ
กับความรู้สึกแบบนั้น...
...
ก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงนะจ๊ะ
ขอเดินเงียบๆ ไปข้างๆ จูนแบบนี้ด้วยคน
...นะ...

#11 By jOylUckClUb on 2007-10-07 17:19

ติดตาม...สม่ำเสมอ.....
ชอบ...รู้สึกโรแมนติกดี....อ่านแล้วเหมือนล่องลอย

#10 By alienboon on 2007-10-06 23:16


ไม่เคยอ่านไอน้ำเลยค่ะ
ยินดีกับผลงานที่เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นนะคะ

ตัวหนังสือของคุณจูนที่ได้อ่านมากๆ
ส่วนใหญ่จากหน้าจอนี้ ชอบๆ ทั้งนั้น ..
และยังอยากให้มีอยู่ตรงนี้ด้วยอีกต่อๆ ไปค่ะ

#9 By moodee on 2007-10-06 13:30



ผลงานของคุณจดหมายรักดีเสมอแหล่ะค่ะ ^^ อ่านแล้วให้ความอบอุ่นใจทุกครั้งเลย

ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเลือกผลงานของเรา... แต่ว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนพอใจที่จะเป็นนักเขียนจริงๆ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราเขียนถ่ายทอด ได้ส่งผ่านไปถึงใครสักคน จน เขาเข้าใจถึงสิ่งที่เราจะสื่อเสียมากกว่า ^^

ยินดีด้วยนะคะ


ไม่ได้อัพเสียนาน แต่ไม่เสียแรงที่รอคอยเลย กับการกลับมา

ตอนนี้ฉันกำลังใส่รองเท้า เตรียมก้าวพร้อมไปกันทุกเมื่อแล้วล่ะค่ะ

#8 By pure art on 2007-10-06 11:49

มีกำแพงบางอย่างที่ฉันคิดว่าฉันคงข้ามไปไม่ได้ด้วยล่ะจูน

คิดอยู่หลายหนว่าจะมีใครพาฉันเดินไปด้วยได้บ้างไหม

สุดท้ายก็พอใจที่จะซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเหมือนเดิม เพราะความขลาดที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร -- ไม่เคยนึกกล้าเลยแม้แต่เมื่อยังเด็ก

อย่างไรก็ตาม

ขอดีใจซ้ำอีกสิบหนที่เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเปิดหนังสือสองเล่มซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยๆ

ดีจริงๆ เลย การได้เป็นเจ้าของหนังสือที่มีลายมือของคนเขียนอยู่ด้วยเนี่ย ฮิ ฮิ

ไปจ้ะ ไปด้วยกัน
ดีใจด้วยจังเลย ขอยิ้มให้ด้วย

ไว้จะลองไปเปิดดูในหนังสือบ้างนะ

...
อ้อ ตอนเด็กเคยได้ลงในสตรีสารเหมือนกันอะค่ะ คงเป็นคอลัมน์เดียวกันแหละ แต่เราเขียนตอนสิบขวบ
มันเป็นความภูมิใจของเราในเวลานั้นจริง ๆ

#6 By ระหว่างทาง on 2007-10-05 23:43

#5 By [Greentale] on 2007-10-05 18:52

นานๆ เดินทางผ่านมาที...

ดีใจด้วยนะน้า
สำหรับที่ทำให้เรี่ยวแรงของใครต่อใคร
ปรากฏในหน้าหนังสือ 144 และอาจจะในหน้ากระดาษต่อๆ ไปน่ะครับ

#4 By ยีน (203.113.35.6) on 2007-10-05 16:31

มาเป็นอีกมือที่ช่วยเกาะกุม และผลักประตูกำแพงออกไป แม้จะเบา กว่า เบา..

สู้ สู้ นะจ๊ะ


ปล. บางครั้งแอบคิดเอาเองว่า 2 หน้าในนิตยสาร จะมีเนื้อที่พอให้จูนเขียนได้ฤา?

เอิ๊ก ๆ แซวกันเล่นเน้อ..

#3 By 12345 on 2007-10-05 16:03

แต่ละคนต่างมีกำแพงในใจ
ผลักเพียงลำพัง
บางครั้งเรี่ยวแรงก็น้อยไป

มาด้วยความคิดถึง
มาช่วยดันหลัง
และขอเดินไปด้วยคนค่ะ

#2 By friday on 2007-10-05 15:31

จ้ะ
มาส่งให้อีกกอดนึง
ขอเดินไปด้วยคนนะเจ๊

#1 By walk my own way ^^ on 2007-10-05 13:31