จดหมายฉบับที่ 52 : อ้วนไปทำยังไงดีนะ
posted on 31 May 2007 19:16 by junnie in English-books
.
สวัสดีจ๊ะนุ่น
น้าจูนเขียนจดหมายฉบับนี้
...ขณะกำลังหักห้ามใจไม่ให้ลงไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรมา"รองท้อง"มื้อดึก
อาจจะโหดร้ายกับความรู้สึกอยู่สักหน่อย
...ที่ปล่อยให้สตอร์เบอรี่ชีสเค้กต้องนอนหนาวเดียวดายข้ามคืนในตู้เย็นแบบนั้น
อดทนหน่อยนะ แม่เค้กชุดสีชมพู พรุ่งนี้เช้าเจอกัน
น้าจูนได้แต่พึมพำบอกเธอไปในใจ ก็มื้อดึกนี่มันทำน้ำหนักเราทะลุเป้าชะงัดนักหล่ะ
เป็นผู้หญิงนี่นะนุ่น บางครั้งเราก็ออกจะลำบากกับความกังวลของตัวเองเรื่องรูปร่าง
อ้วนไปก็ไม่ดี ผอมไปก็ไม่เหมาะ
อันที่จริงน้าจูนก็อ้วนพอประมาณและถึงจะก้าวล่วงเข้าไปสู่อาณาเขตของคำว่าอ้วนไปแล้ว
...ก็ยังต้องคอยระวังไม่ให้อ้วนมากไปกว่าเดิม
นับประสาอะไรกับหญิงสาวหุ่นสะโอดสะองคนอื่นๆเล่า
เรารับรู้รูปแบบความงามผ่านสื่อหลายๆชนิด อย่างนั้นเรียกว่าสวยอย่างนี้เรียกว่าสวย
แต่ในความเป็นจริง นิยามของคำว่า "สวย" อยู่ที่ไหนกันหนอ น้าจูนยังฉงน
ในภาพวาดยุคเรเนซอง คนสวยในภาพวาดล้วนแก้มใสกลมและดูอวบอิ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว
และเรอนัวร์ จิตกรเอกของโลกก็วาดภาพผู้หญิงเจ้าเนื้อได้น่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงนัก
บางทีพวกเธออาจจะคือเจ้าของนิยามแบบอย่างว่าสวยในบางยุคสมัย
แต่หากให้เปรียบเทียบกับเจ้าของนิยามความสวยในอีกยุคสมัย
พวกเธออาจจะถือว่า ไม่แตะตาเลย ตามกรอบของความงาม ณ ขณะนั้น
เชื่อเถอะว่า ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวจนเป็นผู้หญิงเต็มวัย
ผู้หญิงเกือบทุกคนอาจจะต้องสับสนกับการหาความพอดีของชีวิตในเรื่องรูปร่างกันคนละหลายครั้งหลายหน
น้าจูนเองก็เช่นกัน
เมื่อทดลองนับๆดู น้าจูนเคยเดินผ่านจุดแห่งการปรับสมดุลในชีวิตในเรื่องรูปร่างมามากกว่าหนึ่งครั้งแน่ๆ
น้าจูนเคยกังวลกับมัน จนไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากจับตาดูว่าตัวเองกินอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละวัน
หงุดหงิดจิตตกเมื่อแม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำมันกระเทียมเจียวมาในเกาเหลาทั้งๆที่สั่งเอาไว้แล้วว่าไม่ใส่
และน้าจูนก็บ้าพอที่จะเอาปลายทิชชู่ลงไปค่อยๆซับน้ำมันออกจากชามเกาหเหลาของตัวเอง
ฟังดูน่าอายนัก แต่บางครั้งเมื่อเรายังหาสมดุลของชีวิตไม่ได้
...อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ
หนังสือเล่มที่หยิบมาเล่าให้นุ่นฟังวันนี้ ชื่อ "Stick figure อ้วนไปทำยังไงดีนะ"
เป็นหนังสือแปลในรูปแบบสมุดบันทึกจ้ะ
เราพบหนังสือหลายเล่มในโลกวรรณกรรม ถูกเขียนขึ้นมาในรูปแบบของบันทึก
บางเล่มเป็นเรื่องแต่ง อย่างไดอารี่ของแม่สาวอวบอย่าง บริเจ็ดโจนส์ ไดอารี่
และบางเล่มเป็นบันทึกจริงๆของคนที่มีเลือดเนื้อ อย่างบันทึกของแอน แฟรงค์
...ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวความยากลำเค็ญของเด็กผู้หญิงชาวยิวระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ส่วนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ มาจากบันทึกจริงๆของเด็กผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง
เธอเขียนบันทึกเล่มนี้เมื่ออายุ 11 ปี ขณะกำลังป่วยด้วยโรคปฎิเสธอาหาร
ชื่อของโรคที่เรามักจะได้ยินเสมอๆตามสื่อชนิดต่างๆของโรคปฎิเสธอาหาร คือ อะนอร์เร็กเซีย โนโวซ่า
ไม่ใช่ความกลัวอ้วนแบบธรรมดาๆ หากแต่คือการพยายามให้ตัวเองผอมที่สุด
ขอบเขตของคำว่า "เกินไป"ของทุกๆอย่าง กำหนดได้ยากเย็นนัก
คำว่า"ผอมเกินไป"ก็เช่นกัน
ลอรี่ ก็อทท์เลียบ ผู้เขียนบันทึกพยายามพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำๆในหนังสือ
เมื่อเธอเริ่มอดอาหารทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งเริ่มแสดงอาการป่วย
ไม่ต้องกังวลว่าหนังสือเล่มนี้จะมีเรื่องน่ากลัว เรื่องยา และเรื่องโรคเต็มไปหมดหรอกนะจ๊ะนุ่น
เพราะลอรี่ ก็อทท์เลียบในวัยเด็กนั้นเป็นเด็กสาวที่มีอารมณ์ขันอันร้ายกาจ
เราจะอดอมยิ้มปนหัวเราะไปกับเรื่องต่างๆในชีวิตเธอไม่ได้
แม้ว่าบางทีเราจะพบแววเศร้าของความไม่นับถือตัวเองในตัวอักษรของเธอที่วัยนั้นบางๆ
และ เครือแข โพธิ์ทองก็แปลออกมาได้รสพอเหมาะ เป็น"รส"ที่ไม่ห่างไกลจากวัยที่เป็นจริงของผู้เขียนขณะนั้น
ลอรี่ ก้อทท์เลียบพบบันทึกฉบับเก่าของตัวเองขณะรื้อข้าวของส่วนตัวในตอนอายุ 30 ปี
เธอใช้เวลาราวๆหนึ่งสัปดาห์ย้อนอ่านบันทึกของตัวเองอย่างช้าๆด้วยความตื่นใจ
สำหรับน้าจูนแล้วการเอาหน้าจดหมายและสมุดบันทึกจริงๆมาเปิดเผยเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญมากมาย
แต่เมื่อ ลอรี่ ก็อทเลียบอ่านทบทวนบันทึกเล่มเก่า เธอก็เห็นว่า เธอควรแบ่งมันออกไปในที่สาธารณะให้บรรดาเด็กสาวได้อ่าน
การที่โลกเราเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิง ที่บ่นกับตัวเองหน้ากระจกในทุกๆเช้าที่ตื่นนอนว่า
"ฉันช่างอ้วนน่าเกลียดอะไรอย่างนี้"
...คงจะเป็นโลกของคนที่ไม่ค่อยมีความสุขนัก
และเมื่อไหร่ที่เธอพวกนั้นกังวลเรื่องรูปร่างไปกว่าทุกๆสิ่งในชีวิต
เมื่อนั้นเธอจะไม่รู้ตัวเองเลยว่า
ตัวเองได้ก้าวผ่านจากการรบกวนจิตใจจากที่สิ่งมองเห็นได้ไปสู่ความป่วยไข้ภายใน
ท่ามกลางภาพโฆษณาเครื่องสำอางค์ที่น่าขยะแขยงบางชิ้น
...ผู้หญิงบางคนในภาพเคลื่อนไหวพวกนั้น รู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยค่าเมื่อไม่ได้มีใบหน้าขาวกระจ่าง
ไม่มีใครในทำงานยอมรับและทำงานผิดพลาดเพราะไม่มีใบหน้าขาว
จริงอยู่ว่าบุคลิกภาพที่ดี ย่อมส่งเสริมให้เราทำอะไรด้วยความมั่นใจ
แต่คงไม่ถึงกับไร้ค่าหมดสิ้นทุกๆสิ่งทุกอย่าง
เพียงเพราะเราอ้วน เราผอม เราดำ หรือเราขาว ไปกว่าบรรทัดฐานที่สิ่งรอบๆตัวบอกว่า"ควรเป็น"
จนทุกวันนี้ น้าจูนยังคงชอบดูหนังสือผู้หญิงภาพสวยๆ ที่เต็มไปด้วยคนผอมๆยุบยับในหน้ากระดาษ
ยังคงมองหาลิปสติกสีใหม่ๆยามไปเดินจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า
หรือออกจะมีรองเท้าในครอบครองเกินกว่าความจำเป็นของมนุษย์ไปหลายคู่สักหน่อย
และยังพยายามพัฒนาฝีมือการปัดมัสคาร่าของตัวเองอย่างขมั่กเขม้น
แต่น้าจูนก็รู้ว่าแม้จะมีหรือไม่มีข้าวของตกแต่งภายนอก
หรือน้าจูนจะสูงต่ำดำขาวหรืออ้วนผอมแค่ไหน
น้าจูนก็มีค่าและเป็นคนสำคัญของคนรอบๆตัวเสมอ
แม้ว่าโลกจะหมุนไปไกลสักแค่ไหน
คนผอมจะสวย หรือคนอ้วนจะงามในนิยาม ณ ช่วงเวลานั้น
แต่ความสวยงามที่ไม่เคยแปรผันไปตามเวลาและดวงตา
คือความงามนั้นมาจากหัวใจที่มีความสุขและตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง
อ่ะ เขียนเหตุผลมายืดยาว
คนสวยที่มีจิตใจดีงามไม่ควรจะปล่อยให้แม่เค้กสาวชุดสีชมพูหนาวเหน็บข้ามคืน
น้าจูนขอตัวไปปลอบใจเธอสักคำสองคำเถอะนะนุ่นนะ เอิ๊กๆ
คิดถึงจ๊ะ
น้าจูน
ยังอ้วนไปทำไงดีนะ บันทึกประจำวันเมื่อฉันอยากผอม(Stick Figure)
แต่งโดย ลอรี่ ก็อทท์เลียบ แปลโดย เครือแข โพธิ์ทอง พิมพ์ครั้งที่ 1 สนพ.โพเอม่า ,2543
โชคดีมั้ยนะที่เกิดมาเป็นคนผอม เลยไม่ต้องกังวลกับการกินอาหาร
แต่ก็หนี กระแสไม่พ้น
บางทีก็ยอมไหลไปตามกระแสบ้าง ฝืนบ้าง
เหนื่อยๆ ก็ไหลๆ
พี่จูนเขียนอะไรเช่นนี้ ชอบจริง
#1 By น้ำเงินเจือขาว on 2007-05-31 19:59