จดหมายฉบับที่ 49 : ของขวัญจากทะเล
posted on 31 Mar 2007 12:54 by junnie in English-books
.
สวัสดี นุ่น
อันที่จริงน้าจูนตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องเพลงนี้ ให้พอเหมาะพอดีกับวันพิเศษบางวัน
แต่ก็นั่นแหล่ะ อย่างที่เล่าให้นุ่นฟังในจดหมายฉบับก่อน
...ว่าน้าจูนกำลังหัวหมุนกับภาวะหลังตื่นจากการหลับไหล
ตั้งใจว่าอย่างน้อยที่สุดสักสัปดาห์ละฉบับ ควรจะเขียนถึงนุ่นให้ได้
เรื่องที่อยากทำขึ้นมาโดยฉับพลันก็ซาๆไปบ้างแล้ว
ช่วงนี้จึงพยายามจัดระบบระเบียบชีวิตใหม่
...ให้ชีวิตสมดุลกันระหว่างการดำเนินไปในโลกประจำวันและความหวังความฝันในชีวิต
มันคงเหมือนจักรยานที่เติมลมมาใหม่ๆกระมัง ที่เราไม่รู้ว่าลมแค่ไหนถึงจะพอดี
ถ้าเติมลมมากไป มันจะกระเด้งกระดอนไปตลอดระยะทางทาง
แต่ถ้าเติมลมน้อยไป ชีวิตก็จะหนืด จะฝืดจนเหนื่อยล้าเกินไป
ลมในยางรถจักรยานก็เหมือนชีวิตนั่นแหล่ะนุ่น หาจุดสมดุลให้ได้ ก็จะเบาสบายกำลังดี
อ่า น้าจูนบอกข่าวดีของน้าจูนกับนุ่นหรือยังนะ น้าจูนขี่จักรยานได้แล้วหล่ะ
อันที่จริงมันก็แค่วนไปวนมาในสนามข้างบ้านที่เล็กกระจ้อยร่อย
แต่ก็ทำให้รู้สึกดีมากๆในช่วงนี้ ว่ากันที่จริงน้าจูนอาจจะขี่เป็นมาสักพักแล้วก็ได้
...เพียงแต่กลัวเกินไปที่จะลองล้มซ้ำๆอีกเท่านั้นเอง
แม้ว่ายังไม่กล้าเอาเจ้าสองล้อออกถนนใหญ่เพราะกลัวแก็งส์หมาต้นซอยไล่เอา
...แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ได้แล้วหล่ะ
ถ้ามันเกิดจะล้มจริงๆ น้าจูนก็เริ่มรู้ว่าไม่น่าจะเจ็บปวดมากมายหรอก
สามารถพูดคำว่า "ก็แค่หกล้ม"
พร้อมเท้าสะเอวเงยหน้าและหัวเราะเหมือนชินจังได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
น้าจูนตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนวันสตรีสากล
เขียนเรื่องของผู้หญิงๆและบอกถึงหนังสือความเรียงเล่มหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ
ขณะกำลังขมั่กเขม้นกับการพิมพ์ แม่ของน้าจูนก็เดินมายื่นโทรศัพท์ให้คุยกับคุณลุงหน่อย
บางเรื่องที่เคลื่อนผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาทำให้ไม่สบายใจนัก
ดูเหมือนเจ้าน้องสาวลูกพี่ลูกน้องที่ขึ้นไปเรียนต่อจะไม่ยอมเรียนให้จบ
บางสายข่าวรายงานว่าด้วยความที่น้องสาวน้าจูนเป็นคนหน้าตาดี
...เจ้าตัวเลยเอาแต่เที่ยวเล่นแต่งตัว
"จูน คุยกับน้องหน่อยนะลูก นี่เขาคุยกันหมดบ้านแล้ว
ท่าทางจูนนี่แหล่ะที่จะเกลี้ยกล่อมได้"
คุณลุงขอร้องแกมบังคับผ่านโทรศัพท์มาแบบนั้น
น้าจูนจะทำอย่างไรได้นอกจากกดโทรศัพท์ไปหาเธอ
หลังบทสนทนาที่เจ้าตัวคงคาดหมายไว้แล้วว่าผู้เกลี้ยกล่อมรายต่อไปต้องเป็นน้าจูนแน่ๆ
น้าจูนก็เข้าใจได้ว่าบางทีที่เธอเป็นอยู่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่ผู้ใหญ่คิดไป
"หนูโตแล้วพี่จูน หนูดูแลตัวเองได้"
รู้สึกคุ้นว่าเคยได้ยินคำแบบนี้จากปากตัวเองเมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อนเมื่อเรียนจบใหม่ๆ
หลังจากวางสายจากน้องก็โทรไปหาคุณลุงเพื่อทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาระหว่างคนสองคน
"เป็นลูกผู้หญิงนี่ จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง"
ลุงสำทับเช่นนี้ก่อนจะวางหูไป
"ผู้หญิง" สำหรับน้าจูนคิดเสมอว่าคือของขวัญที่งดงามของโลก
แปลกใจเสมอที่บางคนบอกว่า หากผู้ชายทำกรรมแล้วจะต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง
เรื่องภพชาติแล้วน้าจูนไม่ใส่ใจกับมันนักเป็นเพียงเรื่องน้อยนิดในจักรวาล
เพียงแต่ขณะเวลาที่เรายืนอยู่เท่านั้น...ที่น้าจูนให้ความสำคัญ
เท่าที่เป็นเท่าที่รู้สึกขณะนี้ น้าจูนไม่เคยเสียใจสักครั้งที่เกิดมาเป็นผู้หญิง
เมื่อราวๆปีใหม่ เพื่อนคนหนึ่งผู้มีนิวาสสถานอยู่ที่บล็อกไม่ใกล้ไม่ไกล
มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้น้าจูนมา
เห็นปกก็ต้องร้องว้าว ไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่ตามหามานานหรอก
น้าจูนชอบสีชมพูหน่ะ จำเพาะว่าสีชมพูหม่นๆจางๆ อาจจะอมม่วงนิดหรืออมส้มสักหน่อย
เมื่อแรกพบสบตา สตรีผู้ใส่ใจในบรรจุภัณฑ์ก็ถูกดึงดูดโดยหนังสือเล่มนี้ไปขั้นหนึ่งเสียแล้ว
นั่งลงเงียบๆ ชงชาอุ่นๆ แล้วตั้งอกตั้งใจอ่านเพื่อตัดสินใจว่าจะตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้จริงๆจังๆดีหรือเปล่า
เมื่อเปิดอ่านไปได้ราวสิบหน้า น้าจูนก็ตกลงใจว่าจะให้เป็นหนังสือที่เอาไว้ละเลียดอ่าน
ไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่น่าเบื่อหรอก หากแต่เราต้องคิดตริตรองไปพร้อมกับถ้อยความในหนังสือ
ยิ่งพลิกดูคำนำเกี่ยวกับผู้เขียนให้ถี่ถ้วนก็ยิ่งประหลาดใจ
หนังสือเล่มนี้เขียนมามากกว่า 50 ปีแล้ว แม้ว่าเรื่องที่อ่านจะฟังดูทันสมัย
เหมือนผู้เขียนเป็นเพื่อน เป็นพี่สาวที่กำลังแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตของเธอกับเรา
อ่านช้าๆ พืมพำบอกเล่าเรื่องราวที่เราประสบในสถานการณ์และอารมณ์นั้นไปพร้อมๆกัน
แอน มอร์โรว ลินเบิร์กห์ ผู้แต่งเป็นนักคิดนักเขียนชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี คศ 1906-2001
หากเปรียบเทียบเป็นปีพุทธศักราชก็อาจจะรุ่นราวคราวเดียวกับนักเขียนไทยอย่าง มาลัย ชูพินิจ
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เธอเป็นนักบินหญิงคนแรกของอเมริกาอีกด้วย
นุ่นลองนึกย้อนไปร้อยกว่าปีสิ น่าทึ่งแค่ไหนที่มีผู้หญิงสักคนได้เป็นคนขับเคลื่อนจักรกลในอากาศ
สิ่งที่เธอทำยังไม่ใช่แค่บินโฉบเฉียวไปมา
แต่ยังมีส่วนร่วมในการสำรวจเส้นทางการบินใหม่ๆร่วมกับสามีของเธออีกด้วย
บางทีน้าจูนก็ไม่พอใจนักเมื่อค้นคว้าประวัติบุคคลสำคัญของโลกแล้วพบว่ามีจำนวนคนสำคัญที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
แต่คิดอีกที คำว่าสำคัญอาจจะไม่ได้จำกัดความว่าถูกบันทึกไว้หรือไม่หรือโด่งดังแค่ไหน
หากแต่คำว่าสำคัญอาจจะอยู่ที่คุณูปการที่ผู้หญิงหลายๆคนมีต่อโลกใบนี้ต่างหาก
ไม่ว่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์เอกผู้ค้นพบสิ่งใหม่ๆหรือแม่ของลูกสักคนที่มีความคิดดีงามต่อโลก
และจนัญญา เตรียมอนุรักษ์ แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาได้สละสลวย
ทั้งๆที่บทความกึ่งความเรียงแบบนี้ ไม่มีโครงให้เกาะเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย
มันเสี่ยงพอสมควรที่จะแปลออกมาแล้วทำให้คนอ่านบ่นได้ว่าอ่านไม่รู้เรื่อง
อืม น้าจูนว่าเธอทำได้ไม่เลวเชียวในหนังสือเล่มนี้
หนังสือไม่ได้อ่านเข้าใจยากเลยนะนุ่น
"เธอ"คนเขียนใช้เปลือกหอยแต่ละชนิดพูดถึงแต่ละเหตุการณ์ที่เราต้องประสบในแต่ละช่วงของชีวิต
อย่างเปรียบการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์
...ด้วยเปลือกหอยที่เรียกชื่อว่า เปลือกหอยคู่อรุณ (double sunrise)
น้าจูนชอบตอนนี้ในหนังสือมาก เพราะเป็นโรคหวาดกลัวความสัมพันธ์
อันที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์หรอกที่หวาดกลัว
น้าจูนอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ต่างหาก
เธอเปรียบเรื่องนี้ไว้น่าคิดเหมือนแรกเริ่มต้นความสัมพันธ์คล้ายฤดูใบไม้ผลิ
เรารักมัน เหมือนเมื่อแรกพบกัน ต่างมองเห็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจในกันและกัน
ละทิ้งอดีตประสบการณ์เดิมไว้เบื้องหลัง ใบไม้ผลิใบอ่อนไปรอบๆตัว เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์
แต่เมื่อคนสองคนเข้ามาใกล้กันเรื่อยๆ เราไม่ได้มีแต่เพียงตัวเราเท่านั้น
เราลากประสบการณ์เก่าๆ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อดั้งเดิมมาพร้อมกันด้วย
ช่วงเวลานั้นหล่ะ ที่น่ากลัวสำหรับน้าจูน....เหมือนการมาเยือนของฤดูร้อน
ความร้อนรุ่มสะพัดไปทั่วเช่นเดียวกับดอกไม้เริ่มเบ่งบาน
สงครามการแบ่งกันของข้าวของในกระเป๋าเดินทางในชีวิตของคนสองคนปะทุขึ้น
เรามักจะโหยหาช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ แต่การเติบโตของความสัมพันธ์จะต้องก้าวไป
บางครั้งคนเราก็เป็นแบบนั้นแหล่ะ มัวแต่หงุดหงิดกับอากาศร้อนและบ่นถึงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านไปแล้ว
...โดยลืมเงยหน้ามองที่ปลายกิ่งไม้ว่ามีดอกไม้บาน
น้าจูนไม่ได้หมายความถึงความรู้สึกเพียงแค่ความสัมพันธ์ชายหญิง
แต่มันอธิบายได้ทั้งเรื่องราวระหว่างผู้คน แม่กับลูก
บางครั้งเราจะไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงชอบพูดว่าตอนเด็กไม่เห็นดื้อแบบนี้เลย
บางทีที่แม่กำลังคิดถึง คือกลิ่นหอมอ่อนๆจากผมลูกสาวตัวเล็กที่มักจะวิ่งมาเกาะแข้งเกาะขา
แต่ยายดื้อที่แขนขายาวกระโดกกระเดกเหมือนลูกม้านี่เล่า คนเดียวกันหรือเปล่า
...คนสองคนต่างก็เติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ ไม่ว่าแม่หรือลูกสาว
และความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอๆ
เพียงเราเข้าใจความจริงข้อนี้เราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขใจ
เมื่อเปิดมาถึงหน้าสุดท้าย สิ่งแรกที่น้าจูนคิดอยากทำคืออยากแบ่งให้เพื่อนได้อ่าน
ผู้หญิงในโลกล้วนมีห้องหับของชีวิตที่เหมือนบ้านสักหลัง
เรานั่งอยู่เฉพาะในห้องครัวไม่ได้ ชีวิตคล้ายเปิดๆปิดๆประตูห้องนั้นห้องนี้อยู่ทั้งวัน
บางทีเอากลิ่นเนยติดตามเสื้อผ้าเข้ามาในห้องนั่งเล่น
และบางครั้งก็นอนมันเสียบนเก้าอี้ยาวนุ่มๆแทนเตียงนอน
แล้วความวุ่นวายของชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความรกรุงรังไปเสียทุกๆห้อง
ความละเอียดอ่อนยิ่งทำให้ชีวิตผู้หญิงยิบย่อย
การได้พูดคุยกับตัวเองผ่านหนังสือดีๆสักเล่มเหมือนกับการจัดวางชีวิต
...เก็บทิ้งสิ่งที่มากเกินไปและเติมสิ่งที่ขาดหาย
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงสักคนไม่ว่าเธอจะสูงต่ำดำขาวอ้วนผอม
...คือการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง
หลายครั้งที่น้าจูนไม่ชอบใจเลยยามเห็นผู้หญิงบางคนทำอะไรบางอย่าง
ไม่หรอก ไม่ใช่เรื่องคนโน้นถ่ายภาพโป๊ คนนี้มีแฟนเยอะแยะ
ตราบเท่าที่มันคือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆก็สามารถยอมรับได้...สำหรับน้าจูนนะ
แต่มื่อสองสามวันก่อน น้าจูนอ่านพาดหัวข่าวเรื่องดาราบางคนแล้วขัดใจนัก
อืม เธอเอาเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรเปลืองน้ำหมึกพิมพ์บนหน้ากระดาษมาบอกเล่ากับคนหมู่มากผ่านตัวอักษร
น้าจูนคิดเสมอว่าผู้หญิงมีสิทธิในหัวใจและร่างกายของเธอในทุกๆทางแต่ไม่ใช่แบบนั้น
หรืออีกที น้าจูนไม่โทษเธอหรอก
โลกนี่เต็มไปด้วยผู้คนที่อยากรู้อยากเห็น
บางคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อสารมวลชน
ก็ทำหน้าที่ได้แค่หาอะไรกลิ่นแรงๆออกมาหลอกล่อคนบางส่วน
โดยไม่รู้คิดว่ากลิ่นนั้นมันน่าชื่นชมกลมหอมหรือเป็นกลิ่นของเศษซากสัตว์
ตัวเธอมีค่ามากกว่านั้นนัก มากกว่าจะมาเขียนเล่าว่าไปหลับนอนกับใครมากี่คน
การที่ผู้หญิงสักคนคิดจะให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปโดยลำพังนั้นยากในความคิดเห็นของน้าจูน
และอันที่จริงการที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกับของขวัญของชีวิต
มีสิทธิ์ในการให้กำเนิดชีวิตใหม่
มีวันที่สามารถหงุดหงิดได้กับเรื่องไม่เป็นสาระและได้ใช้สิทธิ์ในการอ้างว่า "เมนส์มา"
แต่ข้อหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมกับสิทธิก็คือหน้าที่และความรับผิดชอบ
เราให้กำเนิดอีกชีวิตแต่ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เลี้ยงดูอีกชีวิตนั้น
...ธรรมชาติบอกกล่าวกับผู้หญิงมาแล้วด้วยน้ำนมในอกเมื่อเธอตั้งครรภ์
เป็นผู้หญิงไม่ง่ายเลย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยากนัก
หนังสือเล่มนี้ควรถูกอ่านเยอะๆ ถูกเอ่ยถึงบ่อยๆกว่านี้
...บ่อยแค่ไหนหน่ะหรือ ก็ให้บ่อยกว่าชื่อย่อและคำบอกใบ้เรื่องผู้ชายในชีวิตของดาราหญิงคนนั้นเท่านั้นเอง
และไม่เฉพาะผู้หญิงที่ควรอ่าน ผู้ชายที่รักผู้หญิงสักคนก็ควรอ่าน
สังคมเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของผู้ชาย หรือเรื่องของผู้หญิง
เพียงแค่คนแต่ละคน แต่ละหน่วยย่อยของสังคมคิดก่อนจะทำอะไรลงไปสักนิด โลกก็จะละมุนขึ้นสักหน่อยแล้ว
เรามีสิทธิที่จะทำอะไรตามใจปรารถนาตราบเท่าที่มันไม่ล่วงล้ำก้ำเกินผู้อื่น
แต่ขณะเดียวกันเราก็มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำ มีหน้าที่มารองรับสิทธิที่มีนั้นๆ
"ผู้หญิงต้องเติบโตด้วยตัวเอง เธอต้องค้นหาศูนย์กลางที่แท้ของเธอให้เจอเพียงลำพัง" (น.125)
น้าจูนอยากให้บรรดาผู้หญิง เด็กสาว
หรือทุกๆคนภูมิใจในตัวเองให้มากไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
"ควาามงามที่แท้จริงอาจจะไม่สามารถมองเห็นด้วยดวงตา" หนังสือเจ้าชายน้อยกล่าวไว้เช่นนั้น
และการได้รับรู้ว่าเรามีค่ามากเพียงไรต่อโลก ก็จะทำให้ก้าวเดินไปอย่างสง่างามบนทางเดินชีวิต
น้าจูน
ของฝากจากทะเล ประพันธ์โดย Anne Morrow Lindbergh แปลโดย จนัญญา เตรียมอนุรักษ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 สนพ.ไต้ฝุ่น,2549
ทุกคนมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น
อย่างที่คำนำในหนังสือบอก ผู้หญิงทุกคนควรอ่าน และผู้ชายยิ่งต้องควรอ่าน
ว่าแล้วผู้หญิงคนนี้ก็ควรอ่านให้จบซักที
ปล.ดีใจด้วยนะเด็กหญิงน้าจูนในที่สุดก็ปั่นจักรยานได้ซักทีเย้ ไปปั่นเล่นที่slow forest ข้างบ้านสิจ๊ะ รับประกันความปลอดภัย ๕๕
#1 By walk my own way ^^ on 2007-03-31 17:23