.

 

 

สวัสดี นุ่น 

อันที่จริงน้าจูนตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องเพลงนี้ ให้พอเหมาะพอดีกับวันพิเศษบางวัน
แต่ก็นั่นแหล่ะ อย่างที่เล่าให้นุ่นฟังในจดหมายฉบับก่อน
...ว่าน้าจูนกำลังหัวหมุนกับภาวะหลังตื่นจากการหลับไหล
ตั้งใจว่าอย่างน้อยที่สุดสักสัปดาห์ละฉบับ ควรจะเขียนถึงนุ่นให้ได้
เรื่องที่อยากทำขึ้นมาโดยฉับพลันก็ซาๆไปบ้างแล้ว
ช่วงนี้จึงพยายามจัดระบบระเบียบชีวิตใหม่
...ให้ชีวิตสมดุลกันระหว่างการดำเนินไปในโลกประจำวันและความหวังความฝันในชีวิต

มันคงเหมือนจักรยานที่เติมลมมาใหม่ๆกระมัง ที่เราไม่รู้ว่าลมแค่ไหนถึงจะพอดี
ถ้าเติมลมมากไป มันจะกระเด้งกระดอนไปตลอดระยะทางทาง
แต่ถ้าเติมลมน้อยไป ชีวิตก็จะหนืด จะฝืดจนเหนื่อยล้าเกินไป
ลมในยางรถจักรยานก็เหมือนชีวิตนั่นแหล่ะนุ่น หาจุดสมดุลให้ได้ ก็จะเบาสบายกำลังดี

อ่า น้าจูนบอกข่าวดีของน้าจูนกับนุ่นหรือยังนะ น้าจูนขี่จักรยานได้แล้วหล่ะ
อันที่จริงมันก็แค่วนไปวนมาในสนามข้างบ้านที่เล็กกระจ้อยร่อย
แต่ก็ทำให้รู้สึกดีมากๆในช่วงนี้ ว่ากันที่จริงน้าจูนอาจจะขี่เป็นมาสักพักแล้วก็ได้
...เพียงแต่กลัวเกินไปที่จะลองล้มซ้ำๆอีกเท่านั้นเอง
แม้ว่ายังไม่กล้าเอาเจ้าสองล้อออกถนนใหญ่เพราะกลัวแก็งส์หมาต้นซอยไล่เอา
...แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ได้แล้วหล่ะ
ถ้ามันเกิดจะล้มจริงๆ น้าจูนก็เริ่มรู้ว่าไม่น่าจะเจ็บปวดมากมายหรอก
สามารถพูดคำว่า "ก็แค่หกล้ม"
พร้อมเท้าสะเอวเงยหน้าและหัวเราะเหมือนชินจังได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

น้าจูนตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนวันสตรีสากล
เขียนเรื่องของผู้หญิงๆและบอกถึงหนังสือความเรียงเล่มหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ
ขณะกำลังขมั่กเขม้นกับการพิมพ์ แม่ของน้าจูนก็เดินมายื่นโทรศัพท์ให้คุยกับคุณลุงหน่อย
บางเรื่องที่เคลื่อนผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาทำให้ไม่สบายใจนัก
ดูเหมือนเจ้าน้องสาวลูกพี่ลูกน้องที่ขึ้นไปเรียนต่อจะไม่ยอมเรียนให้จบ
บางสายข่าวรายงานว่าด้วยความที่น้องสาวน้าจูนเป็นคนหน้าตาดี
...เจ้าตัวเลยเอาแต่เที่ยวเล่นแต่งตัว

"จูน คุยกับน้องหน่อยนะลูก นี่เขาคุยกันหมดบ้านแล้ว
ท่าทางจูนนี่แหล่ะที่จะเกลี้ยกล่อมได้"

คุณลุงขอร้องแกมบังคับผ่านโทรศัพท์มาแบบนั้น
น้าจูนจะทำอย่างไรได้นอกจากกดโทรศัพท์ไปหาเธอ
หลังบทสนทนาที่เจ้าตัวคงคาดหมายไว้แล้วว่าผู้เกลี้ยกล่อมรายต่อไปต้องเป็นน้าจูนแน่ๆ
น้าจูนก็เข้าใจได้ว่าบางทีที่เธอเป็นอยู่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่ผู้ใหญ่คิดไป

"หนูโตแล้วพี่จูน หนูดูแลตัวเองได้"

รู้สึกคุ้นว่าเคยได้ยินคำแบบนี้จากปากตัวเองเมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อนเมื่อเรียนจบใหม่ๆ
หลังจากวางสายจากน้องก็โทรไปหาคุณลุงเพื่อทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาระหว่างคนสองคน

"เป็นลูกผู้หญิงนี่ จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง"

ลุงสำทับเช่นนี้ก่อนจะวางหูไป


"ผู้หญิง" สำหรับน้าจูนคิดเสมอว่าคือของขวัญที่งดงามของโลก
แปลกใจเสมอที่บางคนบอกว่า หากผู้ชายทำกรรมแล้วจะต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง
เรื่องภพชาติแล้วน้าจูนไม่ใส่ใจกับมันนักเป็นเพียงเรื่องน้อยนิดในจักรวาล
เพียงแต่ขณะเวลาที่เรายืนอยู่เท่านั้น...ที่น้าจูนให้ความสำคัญ
เท่าที่เป็นเท่าที่รู้สึกขณะนี้ น้าจูนไม่เคยเสียใจสักครั้งที่เกิดมาเป็นผู้หญิง

เมื่อราวๆปีใหม่ เพื่อนคนหนึ่งผู้มีนิวาสสถานอยู่ที่บล็อกไม่ใกล้ไม่ไกล
มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้น้าจูนมา
เห็นปกก็ต้องร้องว้าว ไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่ตามหามานานหรอก
น้าจูนชอบสีชมพูหน่ะ จำเพาะว่าสีชมพูหม่นๆจางๆ อาจจะอมม่วงนิดหรืออมส้มสักหน่อย
เมื่อแรกพบสบตา สตรีผู้ใส่ใจในบรรจุภัณฑ์ก็ถูกดึงดูดโดยหนังสือเล่มนี้ไปขั้นหนึ่งเสียแล้ว
นั่งลงเงียบๆ ชงชาอุ่นๆ แล้วตั้งอกตั้งใจอ่านเพื่อตัดสินใจว่าจะตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้จริงๆจังๆดีหรือเปล่า

เมื่อเปิดอ่านไปได้ราวสิบหน้า น้าจูนก็ตกลงใจว่าจะให้เป็นหนังสือที่เอาไว้ละเลียดอ่าน
ไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือที่น่าเบื่อหรอก หากแต่เราต้องคิดตริตรองไปพร้อมกับถ้อยความในหนังสือ

ยิ่งพลิกดูคำนำเกี่ยวกับผู้เขียนให้ถี่ถ้วนก็ยิ่งประหลาดใจ
หนังสือเล่มนี้เขียนมามากกว่า 50 ปีแล้ว แม้ว่าเรื่องที่อ่านจะฟังดูทันสมัย
เหมือนผู้เขียนเป็นเพื่อน เป็นพี่สาวที่กำลังแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตของเธอกับเรา
อ่านช้าๆ พืมพำบอกเล่าเรื่องราวที่เราประสบในสถานการณ์และอารมณ์นั้นไปพร้อมๆกัน

แอน มอร์โรว ลินเบิร์กห์ ผู้แต่งเป็นนักคิดนักเขียนชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี คศ 1906-2001
หากเปรียบเทียบเป็นปีพุทธศักราชก็อาจจะรุ่นราวคราวเดียวกับนักเขียนไทยอย่าง มาลัย ชูพินิจ
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เธอเป็นนักบินหญิงคนแรกของอเมริกาอีกด้วย
นุ่นลองนึกย้อนไปร้อยกว่าปีสิ น่าทึ่งแค่ไหนที่มีผู้หญิงสักคนได้เป็นคนขับเคลื่อนจักรกลในอากาศ
สิ่งที่เธอทำยังไม่ใช่แค่บินโฉบเฉียวไปมา
แต่ยังมีส่วนร่วมในการสำรวจเส้นทางการบินใหม่ๆร่วมกับสามีของเธออีกด้วย
บางทีน้าจูนก็ไม่พอใจนักเมื่อค้นคว้าประวัติบุคคลสำคัญของโลกแล้วพบว่ามีจำนวนคนสำคัญที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
แต่คิดอีกที คำว่าสำคัญอาจจะไม่ได้จำกัดความว่าถูกบันทึกไว้หรือไม่หรือโด่งดังแค่ไหน
หากแต่คำว่าสำคัญอาจจะอยู่ที่คุณูปการที่ผู้หญิงหลายๆคนมีต่อโลกใบนี้ต่างหาก
ไม่ว่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์เอกผู้ค้นพบสิ่งใหม่ๆหรือแม่ของลูกสักคนที่มีความคิดดีงามต่อโลก

และจนัญญา เตรียมอนุรักษ์ แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาได้สละสลวย
ทั้งๆที่บทความกึ่งความเรียงแบบนี้ ไม่มีโครงให้เกาะเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย
มันเสี่ยงพอสมควรที่จะแปลออกมาแล้วทำให้คนอ่านบ่นได้ว่าอ่านไม่รู้เรื่อง
อืม น้าจูนว่าเธอทำได้ไม่เลวเชียวในหนังสือเล่มนี้


หนังสือไม่ได้อ่านเข้าใจยากเลยนะนุ่น
"เธอ"คนเขียนใช้เปลือกหอยแต่ละชนิดพูดถึงแต่ละเหตุการณ์ที่เราต้องประสบในแต่ละช่วงของชีวิต
อย่างเปรียบการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์
...ด้วยเปลือกหอยที่เรียกชื่อว่า เปลือกหอยคู่อรุณ (double sunrise)


น้าจูนชอบตอนนี้ในหนังสือมาก เพราะเป็นโรคหวาดกลัวความสัมพันธ์
อันที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์หรอกที่หวาดกลัว
น้าจูนอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ต่างหาก

เธอเปรียบเรื่องนี้ไว้น่าคิดเหมือนแรกเริ่มต้นความสัมพันธ์คล้ายฤดูใบไม้ผลิ
เรารักมัน เหมือนเมื่อแรกพบกัน ต่างมองเห็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจในกันและกัน
ละทิ้งอดีตประสบการณ์เดิมไว้เบื้องหลัง ใบไม้ผลิใบอ่อนไปรอบๆตัว เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์
แต่เมื่อคนสองคนเข้ามาใกล้กันเรื่อยๆ เราไม่ได้มีแต่เพียงตัวเราเท่านั้น
เราลากประสบการณ์เก่าๆ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อดั้งเดิมมาพร้อมกันด้วย
ช่วงเวลานั้นหล่ะ ที่น่ากลัวสำหรับน้าจูน....เหมือนการมาเยือนของฤดูร้อน
ความร้อนรุ่มสะพัดไปทั่วเช่นเดียวกับดอกไม้เริ่มเบ่งบาน
สงครามการแบ่งกันของข้าวของในกระเป๋าเดินทางในชีวิตของคนสองคนปะทุขึ้น
เรามักจะโหยหาช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ แต่การเติบโตของความสัมพันธ์จะต้องก้าวไป
บางครั้งคนเราก็เป็นแบบนั้นแหล่ะ มัวแต่หงุดหงิดกับอากาศร้อนและบ่นถึงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านไปแล้ว
...โดยลืมเงยหน้ามองที่ปลายกิ่งไม้ว่ามีดอกไม้บาน

น้าจูนไม่ได้หมายความถึงความรู้สึกเพียงแค่ความสัมพันธ์ชายหญิง
แต่มันอธิบายได้ทั้งเรื่องราวระหว่างผู้คน แม่กับลูก
บางครั้งเราจะไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงชอบพูดว่าตอนเด็กไม่เห็นดื้อแบบนี้เลย
บางทีที่แม่กำลังคิดถึง คือกลิ่นหอมอ่อนๆจากผมลูกสาวตัวเล็กที่มักจะวิ่งมาเกาะแข้งเกาะขา
แต่ยายดื้อที่แขนขายาวกระโดกกระเดกเหมือนลูกม้านี่เล่า คนเดียวกันหรือเปล่า
...คนสองคนต่างก็เติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ ไม่ว่าแม่หรือลูกสาว
และความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอๆ

เพียงเราเข้าใจความจริงข้อนี้เราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขใจ

เมื่อเปิดมาถึงหน้าสุดท้าย สิ่งแรกที่น้าจูนคิดอยากทำคืออยากแบ่งให้เพื่อนได้อ่าน
ผู้หญิงในโลกล้วนมีห้องหับของชีวิตที่เหมือนบ้านสักหลัง
เรานั่งอยู่เฉพาะในห้องครัวไม่ได้ ชีวิตคล้ายเปิดๆปิดๆประตูห้องนั้นห้องนี้อยู่ทั้งวัน
บางทีเอากลิ่นเนยติดตามเสื้อผ้าเข้ามาในห้องนั่งเล่น
และบางครั้งก็นอนมันเสียบนเก้าอี้ยาวนุ่มๆแทนเตียงนอน
แล้วความวุ่นวายของชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความรกรุงรังไปเสียทุกๆห้อง

ความละเอียดอ่อนยิ่งทำให้ชีวิตผู้หญิงยิบย่อย
การได้พูดคุยกับตัวเองผ่านหนังสือดีๆสักเล่มเหมือนกับการจัดวางชีวิต
...เก็บทิ้งสิ่งที่มากเกินไปและเติมสิ่งที่ขาดหาย


สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงสักคนไม่ว่าเธอจะสูงต่ำดำขาวอ้วนผอม
...คือการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง

หลายครั้งที่น้าจูนไม่ชอบใจเลยยามเห็นผู้หญิงบางคนทำอะไรบางอย่าง
ไม่หรอก ไม่ใช่เรื่องคนโน้นถ่ายภาพโป๊ คนนี้มีแฟนเยอะแยะ
ตราบเท่าที่มันคือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆก็สามารถยอมรับได้...สำหรับน้าจูนนะ
แต่มื่อสองสามวันก่อน น้าจูนอ่านพาดหัวข่าวเรื่องดาราบางคนแล้วขัดใจนัก
อืม เธอเอาเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรเปลืองน้ำหมึกพิมพ์บนหน้ากระดาษมาบอกเล่ากับคนหมู่มากผ่านตัวอักษร
น้าจูนคิดเสมอว่าผู้หญิงมีสิทธิในหัวใจและร่างกายของเธอในทุกๆทางแต่ไม่ใช่แบบนั้น
หรืออีกที น้าจูนไม่โทษเธอหรอก

โลกนี่เต็มไปด้วยผู้คนที่อยากรู้อยากเห็น
บางคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อสารมวลชน
ก็ทำหน้าที่ได้แค่หาอะไรกลิ่นแรงๆออกมาหลอกล่อคนบางส่วน
โดยไม่รู้คิดว่ากลิ่นนั้นมันน่าชื่นชมกลมหอมหรือเป็นกลิ่นของเศษซากสัตว์

ตัวเธอมีค่ามากกว่านั้นนัก มากกว่าจะมาเขียนเล่าว่าไปหลับนอนกับใครมากี่คน

การที่ผู้หญิงสักคนคิดจะให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปโดยลำพังนั้นยากในความคิดเห็นของน้าจูน
และอันที่จริงการที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกับของขวัญของชีวิต
มีสิทธิ์ในการให้กำเนิดชีวิตใหม่
มีวันที่สามารถหงุดหงิดได้กับเรื่องไม่เป็นสาระและได้ใช้สิทธิ์ในการอ้างว่า "เมนส์มา"
แต่ข้อหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมกับสิทธิก็คือหน้าที่และความรับผิดชอบ
เราให้กำเนิดอีกชีวิตแต่ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เลี้ยงดูอีกชีวิตนั้น
...ธรรมชาติบอกกล่าวกับผู้หญิงมาแล้วด้วยน้ำนมในอกเมื่อเธอตั้งครรภ์

เป็นผู้หญิงไม่ง่ายเลย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยากนัก

หนังสือเล่มนี้ควรถูกอ่านเยอะๆ ถูกเอ่ยถึงบ่อยๆกว่านี้
...บ่อยแค่ไหนหน่ะหรือ ก็ให้บ่อยกว่าชื่อย่อและคำบอกใบ้เรื่องผู้ชายในชีวิตของดาราหญิงคนนั้นเท่านั้นเอง

และไม่เฉพาะผู้หญิงที่ควรอ่าน ผู้ชายที่รักผู้หญิงสักคนก็ควรอ่าน
สังคมเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของผู้ชาย หรือเรื่องของผู้หญิง
เพียงแค่คนแต่ละคน แต่ละหน่วยย่อยของสังคมคิดก่อนจะทำอะไรลงไปสักนิด โลกก็จะละมุนขึ้นสักหน่อยแล้ว


เรามีสิทธิที่จะทำอะไรตามใจปรารถนาตราบเท่าที่มันไม่ล่วงล้ำก้ำเกินผู้อื่น
แต่ขณะเดียวกันเราก็มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำ มีหน้าที่มารองรับสิทธิที่มีนั้นๆ

"ผู้หญิงต้องเติบโตด้วยตัวเอง เธอต้องค้นหาศูนย์กลางที่แท้ของเธอให้เจอเพียงลำพัง" (น.125)

น้าจูนอยากให้บรรดาผู้หญิง เด็กสาว
หรือทุกๆคนภูมิใจในตัวเองให้มากไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอก

"ควาามงามที่แท้จริงอาจจะไม่สามารถมองเห็นด้วยดวงตา" หนังสือเจ้าชายน้อยกล่าวไว้เช่นนั้น


และการได้รับรู้ว่าเรามีค่ามากเพียงไรต่อโลก ก็จะทำให้ก้าวเดินไปอย่างสง่างามบนทางเดินชีวิต

น้าจูน


ของฝากจากทะเล ประพันธ์โดย Anne Morrow Lindbergh แปลโดย จนัญญา เตรียมอนุรักษ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 สนพ.ไต้ฝุ่น,2549

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สมขวัญค่อยๆอ่านไปทีละบท ทีละหน้ากระดาษ แตละตัวอักษรที่เหมือนจะง่ายๆมาเรียงต่อกันเป็นประโยคง่าย เข้าใจง่ายๆ แต่จะมีกี่คนที่ทำได้ตามนั้น...
อย่างที่คำนำในหนังสือบอก ผู้หญิงทุกคนควรอ่าน และผู้ชายยิ่งต้องควรอ่าน

ว่าแล้วผู้หญิงคนนี้ก็ควรอ่านให้จบซักที

ปล.ดีใจด้วยนะเด็กหญิงน้าจูนในที่สุดก็ปั่นจักรยานได้ซักทีเย้ ไปปั่นเล่นที่slow forest ข้างบ้านสิจ๊ะ รับประกันความปลอดภัย ๕๕

#1 By walk my own way ^^ on 2007-03-31 17:23

ไม่ได้เขียนเรื่องแบบเรียบเรียงมาเขียนนาน
อ่านแล้วตะกุกตะกักชอบกล
แต่เดี๋ยวเขียนบ่อยๆ น่าจะลื่นไหลขึ้น
นั่นหมายความว่า
น้าจูนจะเขียนยาวๆเยอะๆด้วยจิตใจอันมั่นคงไปอีกสักพัก

ขอความสงบสุขจงอยู่กับใจน้าจูนไปนานๆ

โห slow forrest ข้างบ้านน่ากลัวไปหน่อยว้า
เกิดควบคุมทิศทางผิดพลาดหลงไปทางที่มีผู้พักอาศัย
บรื๊ยยยย
สวัสดีนะครับน้าจูน หลังจากห่างหายไปนาน

เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปศึกษาการตรวจครรภ์บนวอร์ดสูติ-นรีเวช

และก็เป็นโชคดีที่นอกจากความรู้ด้านการตรวจร่างกายแล้ว ผมได้ของแถมติดไม้ติดมือมาด้วย

นั่นก็คือได้เห็นช่วงจังหวะที่ทารกตัวน้อย ๆ โผล่พ้นจากโพรงมดลูกที่ได้รับการปกป้องอย่างดี ออกมาสู่โลกอันสับสนวุ่นวายภายนอก ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการดูแลฟูมฟักด้วยความรักของผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งจะกลายมาเป็นแม่คน

เธอส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดขณะออกแรงเบ่ง แต่พลันที่ลูกน้อยโผล่พ้นจากช่องคลอด ประโยคแรกที่เธอถามกับคุณหมอก็คือลูกของเธอปลอดภัยดีหรือไม่ และรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในทันทีที่เธอได้สัมผัสกับลูกของเธอ

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าปัดเป่าเอาความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนไปจนหมดสิ้น

เอ...เป็นหมอสูก็ดีไม่น้อยเหมือนกันแฮะ

ปล. ในฐานะที่เป็น "ผู้ชายที่รักผู้หญิง" ผมคงต้องอาศัยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ไปหามาอ่านแล้วล่ะครับ

#3 By Highwind on 2007-03-31 17:50

คุณลมพัดสูง

เคยได้ไปดูในห้องคลอดเหมือนกันค่ะ
แว่บแรกที่คิดได้คือ ดิฉันจะไม่คลอดลูกเองเด็ดขาด
เลือดท่วม อยากอ๊อก ....จะบอกหมอไว้เลยว่า ผ่าคลอดค่ะ

แต่ตอนที่เด็กร้องครั้งแรกทำให้รู้สึกเปลี่ยนไปเหมือนกันนะ
เหมือนเราได้ฟังคนคนนั้นที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่พูดคำแรก
เคสที่เข้าไปดู แม่เค้าพยายามแงะมือลูกจากผ้าที่ห่ออกมานับนิ้ว
ทั้งๆที่พยาบาลบอกแล้วนะคะว่า ลูกครบดี
ตอนนั้นเองก็คิดไปว่า อืม คลอดเองก็ไม่น่าจะเลวร้ายนะ

การเป็นแม่น่าทึ่งนัก เพื่อนฉันที่เป็นหมอเฉพาะทางสูติยืนยันได้
เธอบอกกการได้ดูการถือกำเนิดในทุกๆวันเป็นโบนัสชีวิต
เรื่องที่เศร้าที่สุดที่เธอเล่าให้ฟังคือเหตุการณ์หลังสึนามิ
ลุ้นทุกวันว่า ครอบครัวนั้นครอบครัวนี้ที่มาฝากท้อง
...จะยังกลับมาตามนัดหรือเปล่า

เชื่อไหมว่าผู้ชายฝรั่งบางคนกลับมาหาหมอตามนัดโดยลำพัง
มาเพื่อขอบคุณเธอแม้ว่าภรรยาเขาจะจากไปแล้ว
ขอบคุณที่ทำให้เธออุ่นใจตลอดระยะเวลาที่ท้อง

นั่นเป็นครั้งแรกที่เพื่อนเราตระหนักถึงคุณค่าการทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

เนี่ย เธอกำลังหาทางเรียนต่อเฉพาะทางมีบุตรยากอยู่
ถามเธอว่าทำไม เธอว่าเพื่อนๆก็โสดและแก่ขึ้นๆทุกวัน
เอิ๊กๆ มีบุตรยากหน่ะน่าเรียนสุด
เพื่อนอีกคนสะกิดว่า เธอควรจะไปเรียนสาขามีสามียากจะเหมาะกว่า

มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้ากว่ามีบุตรยากของเพื่อนๆสาวโสดในขณะนี้

อ่ะ ก็ฮากันไป

ดีใจด้วยจ้าจูนที่ขี่จักรยานได้แล้ว
ขี่จักรยานนั่นมันสนุกจริงจริงด้วยเนาะ

อืม...ชอบที่จูนบอกว่าผู้หญิงในโลกล้วนมีห้องหับในชีวิต เหมือนบ้านสักหลัง...

มันเป็นอย่างนั้นจริงนะ

ป.ล. นั่นสินะ อยากให้ผู้หญิงได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันเยอะเยอะจัง

ยังไงก็ตามทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง
ไม่ว่าหญิงหรือชาย...

และหากว่าเรารู้คุณค่าภายในตัวเราเองแล้ว
ความสุขมันไม่ได้อยู่ไกลเลยจริงจริงนะ

#5 By jOylUckClUb on 2007-04-02 11:45

ทุกคนมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

อ่านแล้วชอบจังเลยค่ะ

เราก็เป็นอีกคนนึงที่ชอบดูถูก ไม่ค่อยเป็นค่าของตัวเอง แล้วก็เก็บไปน้อยใจบ่อยๆ

'สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิตคือการที่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีค่าในสังคม'

ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัศจรรย์


มีชีวิตเพียงชั่วเวลาสั้นๆ

แต่กลับทำให้ชีวิตของตนเจิดจ้าและเปล่งประกายได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ

ให้ข้อคิดได้มากมายจริงๆ

#6 By pure art on 2007-04-02 17:03

ยินดีด้วยที่ขี่จักรยานได้แล้ว

เรายังขี่มอไซค์ไม่เป็น
ตอนเด็กๆ จะให้พ่อสอน พ่อว่าไม่ให้ขี่มันอันตราย
แต่พ่อกลับสอนให้เจ้าน้องชายเสียนี่

ไม่เคยเสียใจที่เกิดมาเป็นผู้หญิงก็จริง
แต่บางทีก็นึกอิจฉาพวกผู้ชายเหมือนกันนะ

#7 By スニーカース on 2007-04-02 20:24

นั่นสิขวัญ
ดิฉันอ่านไปแล้วเหมือนกับบ่นไป พึมพำไป ฮึมฮัมไป
โอะ นี่ฉันรู้ๆฉันรู้ แต่ทำไม่ได้หรอก
ในหนังสือบอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนเปลือกหอยทุกๆ 20 ปี
ตอนที่อายุ 20 รู้สึกเหมือนยายลูกพี่ลูกน้อง

"เอ๊ะ ก็โตแล้วไง" ดิฉันแบบนี้เลย

คือเรามีสิทธิ์ดื้อ ในขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบต่อความคาดหวัง
มีสิทธิ์ที่จะวางแผนการเรียนตามต้องการ
แต่อย่าบอกว่าทำไมใครไม่เข้าใจ
ในเมื่อไม่สามารถรับผิดชอบเป้าหมายของตัวเองได้
ก็พยายามตะล่อมเบาๆ ไม่รู้จะได้ผลแค่ไหน
ขึ้นกับสิ่งที่เพาะปลูกไว้ในใจเธอ ว่ามันจะสามารถงอกงามได้หรือเปล่า
รู้จักรับผิดชอบกับสิทธิที่ได้แค่ไหน
มันใกล้กันนิดเดียวระหว่างคำว่า ล่องลอยและอิสระภาพ

ของขึ้นยามดึกนิดหน่อย เพิ่งวางหูจากน้องอ่ะ
อยากเขกกบาลมัน
คิดว่าใครๆคงอยากเขกกบาลดิฉันมาก่อนเป็นแม่นมั่นเช่นกัน

จ๋อย และ หางกุด

อย่างที่บอก ไม่อาจจะเรียกว่าขี่จักรยานได้
อันที่จริงมันคือการทำให้จักรยานเคลื่อนที่ไปมาได้จากสองพิกัดตรงๆ
ไม่ค่อยกล้าออกถนนอ่ะ
เราไม่คุ้นกับการใส่แว่นทำอย่างอื่นนอกจากดูหนังกับขับรถ
ขี่ไปก็ดูแต่พื้นถนนไป กลัวว่ามันจะมีอะไรที่ทำให้ล้ม
คิดว่าถ้าขี่รถเยอะๆ เราอาจจะโดนชนเพราะไม่ดูรถคันอื่นๆ
ขี่จักรยานมือเดียวไม่ได้ เวลาจะเลี้ยงก็ไม่รู้จะทำไง
ไฟเลี้ยวมันก็ไม่มี ปกติเค้าต้องเอามือโบกๆ
เรียกว่าขับเคลื่อนมันได้โดยไม่เค้เก้
ในแนวเส้นตรงไประยะทางหนึ่งจะเหมาะกว่า

หนูคนที่แอบรักคนเลขที่ 14
...ที่ดิฉันยังจำจดหมายรักของเธอได้
คนเรามีค่าหรือๆไม่มีค่า ขึ้นกับตัวของเราจะให้คุณค่า
เคยรู้สึกแย่ๆขนาดที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกองขยะ
แต่สุดท้ายนะ สิ่งที่ทำร้ายเราไม่ใช่ใครหรืออะไรเลย
ปูเสฉวนมันต้องเปลี่ยนเปลือกหอย
เราเองต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆในชีวิต

จูนจ๋า ..
ยุ่งวุ่นวายและไม่ "นิ่ง" พอที่จะอ่าน หรือจะเขียน มานานแสนนาน
ทำให้ห่างหายตัวหนังสือของจูนไปซะเป็นหลายเดือน

เฮ่อ ...

กำลังปรับตัว และทำให้ "นิ่ง" ขึ้น
แล้วจะมาเก็บสิ่งที่ยังไม่ได้อ่าน

คิดถึงจ้ะ :-)

#9 By PeAcH_a_Ja on 2007-04-03 15:46