สวัสดีจ๊ะ นุ่น

เพิ่งกลับจากไปอ่านบล็อกนุ่นมา แล้วอยากกรีดร้องว่า

"เอาปิดเทอมของน้าจูนคืนมานะ"

เมื่อครั้งน้าจูนเป็นเด็ก ชอบคิดอยากโตเป็นผู้ใหญ่ไวๆ
การเป็นผู้ใหญ่ในความคิดของน้าจูนในตอนนั้นมักจะหมายถึงการที่เข้านอนดึกได้โดยไม่มีใครบ่น
ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องเข้าห้องสอบและไว้ผมยาวได้
โตขึ้นมาอีกหน่อย เครื่องหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในความคิดของน้าจูนมักจะเป็นอะไรที่แก่แดด
...อย่างการได้ทาลิปสติก ใส่รองเท้าส้นสูง ใส่ชุดสวยๆออกไปทำงาน
ท่าทางว่าการเป็นผู้ใหญ่ในความคิดของน้าจูนในวัยรุ่นตอนต้นจะจำมาจากนวนิยายหวานไหวที่ชอบอ่านนักหนา

แต่ถึงตอนนี้ จะเรียกว่าน้าจูนเป็นผู้ใหญ่แล้วกระมัง
...หากวัดตามมาตรฐานความคิดของตัวเองในตอนนั้น ตอนอายุราว 14 ปี

ตอนนี้ในตู้รองเท้ามีรองเท้าส้นสูงหลายสิบคู่
แต่เอาออกมาใส่เพียงปีละไม่กี่ครั้งเมื่อใส่ชุดสวยไปงานเท่านั้นเอง
มีลิปสติกหลายสิบแท่ง แต่ก็เลือกที่จะไม่ค่อยทาเสียมากกว่า
เพิ่งรื้อกระเป๋าเครื่องสำอางค์ออกมาดูเมื่อวันก่อนเพื่อคัดชิ้นที่หมดอายุทิ้งไป
หยิบแท่งนั้นแท่งนี้มาหมุนเปิดดู แล้วได้แต่ขำตัวเองว่า เราช่างเป็นคนที่ชอบทำอะไรแบบเดิมๆ
บรรดาลิปสติกหลายแท่งที่มี เมื่อป้ายดูตรงหลังมือแล้วสีมันแทบจะไม่ต่างกันเลย

แอบหัวเราะอีกหน่อยว่าท่าทางเราจะเป็นคนรักเดียวใจเดียวนะเนี่ย

เครื่องหมายของความเป็นผู้ใหญ่พวกนั้น
...ที่น้าจูนคิดเอาเองว่าบางทีมันอาจจะปิดบังเด็กตัวน้อยๆในตัวไว้ได้มิดชิด
แล้วจะสามารถแสดงเป็นผู้ใหญ่หลอกตาใครต่อใครได้จริงๆ
แต่สุดท้ายแล้วความเป็นผู้ใหญ่จริงๆช่างหนักหนา
...ขนาดรอยเคลือบของลิปสติกตรงริมฝีปาก ยังหนักเกินกว่าที่จะป้ายทา

การเป็นผู้ใหญ่สลับซับซ้อน
เราร้องไห้ยากขึ้น ไม่ใช่เพราะอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวกับการหลั่งน้ำตาฝ่อไปตามอายุ
แต่อาจจะเพราะคำว่า "โตแล้ว ร้องไห้ก็อายเขา"

โชคดีที่น้าจูนเป็นคนช่างเก็บงำ
บรรดารถโดยสารที่จะพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กจึงมีมากมาย
วันไหนเบื่อเป็นผู้ใหญ่นัก น้าจูนก็จะเอายานพาหนะเพื่อย้อนอดีต
ออกมาจากกล่องเหล็กกล่องใหญ่แล้วขับเคลื่อนมันไปในตัวหนังสือใต้แสงไฟอุ่นๆ

เรามองเห็นตัวเอง ณ เวลาขณะนั้น จากตัวหนังสือของคนอื่น
นั่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่เราสามารถปั้นตัวเองในอดีตขึ้นมาในความคิดจากสายตาของคู่สนทนาทางอักษร
นอกจากจดหมายแล้ว อีกสิ่งที่น้าจูนหยิบมาดูบ่อยๆคือโปสการ์ดจากที่ต่างๆ

โปสการ์ดใบแรกๆในชีวิตคงเป็นช่วงที่น้าจูนเรียนชั้นมัธยมปลายกระมัง
ในตอนนั้น เพื่อนบางคนในห้องได้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ
เพื่อนบางคนสอบชิงทุน กพ. และทุนคิงไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่ไกลๆ
และบางคนก็สอบเทียบล่วงหน้าเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย
ในตอนนั้น น้าจูนกำลังคาบเกี่ยวกับการเป็นเด็กมัธยมปลายปีสุดท้ายและนักศึกษาปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย
และรู้สึกว่าเพื่อนที่ไปอยู่ไกลๆ คงเหงาและคิดถึงบ้าน
จึงเอาจริงเอาจังกับการเขียนจดหมายยาวๆไปถึงเพื่อนๆที่สอบเทียบไปเรียนในมหาวิทยาลัย
และเพื่อนๆที่แยกย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศ

น้าจูนจำไม่ได้จริงๆว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง น่าเสียดายที่ไม่ได้ลอกเก็บไว้
หากวาดภาพตัวเองในตอนนั้นจากตัวหนังสือของเพื่อนในส่วนที่น้าจูนเก็บไว้
น้าจูนในวันวานคงชอบเล่าเรื่องขำ ขนาดเพื่อนคนหนึ่งเขียนไว้ในจดหมายตอบว่า
เธอหัวเราะลั่นโรงอาหารศาลายาเมื่ออ่านจดหมายของน้าจูน
และโปสการ์ดบางใบก็บอกว่า

"ขอบคุณมากมายสำหรับจดหมายทุกฉบับที่เป็นกำลังใจที่วิเศษมาก"

โปสการ์ดใบนั้นส่งมาจาก Sanfrancisco และเป็นภาพ Quad หรือที่เรียนของ Stanford
และน้าจูนก็ถือโอกาสเอามาเป็นภาพประกอบจดหมายถึงนุ่นเสียหน่อย

เพื่อนออกตัวในตอนท้ายว่า "ขอโทษด้วยที่เราไม่ค่อยได้ตอบจดหมายจูน"
เมื่อหยิบมันออกมาอ่านซ้ำอีกครั้ง น้าจูนอยากบอกกับเธอในตอนนั้นว่า

บางทีสิ่งที่เราต้องการจากเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดสักใบ ไม่ใช่จดหมายตอบจากปลายทางหรอกนะนุ่น
น้าจูนได้รับรอยยิ้มเรียบร้อยแล้วในตอนสุดท้ายที่จรดปลายปากกาเขียนคำลงท้าย
....รอยยิ้มที่เกิดจากความรู้สึกที่ว่า เพื่อนคงจะมีความสุขที่ได้อ่านจดหมายจากเรา

เมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อนคนเดียวกันกับที่ส่งโปสการ์ดใบนี้มาถึงน้าจูน
แวะมาเยี่ยมที่ร้านในโอกาสที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย
ตอนนี้เธอสมรสและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศกับสามี
พวกเราชอบล้อเธอว่า เธอเป็นชิซูกะที่แต่งงานกับโนบิตะ
เพราะ"คนนั้น"ของเธอเป็น American Born Chinese หรือชาวอเมริกันเชื้อสายจีน
..ที่ใส่แว่น หน้าตาตี๋ๆ จนดูเหมือนโนบิตะในเรื่องโดราเอม่อน

เราคุยกันมากมายและกอดกันตอนน้าจูนเดินไปส่งเธอที่รถเพื่อกลับบ้าน
...ไม่รู้อีกเมื่อไหร่เราจะได้พบกันอีกครั้ง

มีเพียงโปสการ์ดใบนี้ในมือเท่านั้นที่ทำให้น้าจูนรู้สึกว่า
เธอไม่เคยจากน้าจูนไปไหนหรอก เธอคงยังอยู่กับน้าจูนตรงนี้เสมอในตัวอักษรของเธอ

ปิดเทอมแล้ว หากไม่รู้สึกว่าจดหมายเป็นเรื่องคร่ำครึนัก
น้าจูนว่านุ่นน่าจะลองเขียนจดหมายหาเพื่อนดูนะจ๊ะ

คิดถึง

น้าจูน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

พี่จูนขา
ตอนจบมัธยมปลาย น้องต้องแยกย้ายกับเพื่อนหลายคน เพื่อนรักคนหนึ่งไปอยุ่เชียงใหม่
เราสัญญากันว่าจะเขียน จม.หากัน
แต่จนแล้วจนรอด เพื่อนก็ส่ง โปสการ์ดหาเรา
เราเขียน จม. หาหลายแผ่น ใส่ซอง แต่ไม่ได้ส่งไปหา
และแล้วก็ข้ามเวลา มาจนกลายเป็น เล่น msn ส่งเมลหากัน

ตอนนี้ก้กริ๊งกร๊าง จิ๊จ้ะกันได้เหมือนเดิม
แต่เหมือน คำว่าผู้ใหญ่ จะพ่วงมากับความรับผิดชอบ
ทำให้ ห่างหายกันเหลือเกิน
คิดถึงจัง

เอ่อ ไว้ถ้าพี่จูน ขึ้น กทม.
น้องจะมีโอกาสได้เจอพี่จูนไหมคะ
เมื่อเด็กผมก็ชอบเขียนจดหมายนัก ... แต่ก็มีจดหมายไม่กี่ฉบับที่ได้เขียนและส่ง
โตขึ้นแม้การสื่อสารจะสะดวก แต่จดหมายก็ยังดูเป็นสิ่งวิเศษเมื่อได้รับและส่ง ...

ไว้ว่างๆ จะลองกลับมาส่งดูอีกสักครั้ง
จริงๆ แล้ว จดหมายมันใส่ความรู้สึกเข้าไปได้มากกว่า email นะคะ


เป็นผู้ใหญ่มันซับซ้อน เฮ้อ
ยังไง ไม่ลืมเด็กน้อยในใจนะคะ

#3 By ::NamWarn:: on 2006-09-23 23:20

ปล. ลืมไปค่ะ ขณะอ่านบล้อคพี่จูน หนังเรื่อง จม.รัก กลับมาฉายทางช่องเจ็ด
พระเอกคนโปรดพี่จูนเสียด้วย
อย่าพลาดนะคะ
บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จดหมายฉบับแรกจะส่งให้ใครสักคน
เมื่อได้ส่ง...
เหมือนมีกุญแจไขประตูบานนั้นออก

การพูดคุยกันผ่านกระดาษที่ส่งมา
กลับเป็นมิติหนึ่งที่ทำให้เราใกล้กันและนำความคิดถึงนั้นเดินทางไปถึงได้จริง
เมื่อปลายทางได้รับ

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขียนเป็นกลอนแปด
เล่าสารทุกข์สุขดิบส่งไปหารุ่นพี่คนหนึ่ง
ที่ไปทำงานต่างจังหวัดและไม่ได้พบกันเกือบปี
ผ่านไปหลายเดือนเขาตอบกลับมา
บอกว่าจม.ฉบับนั้นเป็นแหล่งบันเทิงเลยทีเดียว
หยิบมาอ่านก็ได้หัวเราะทุกครั้ง

#5 By อากาศกวี on 2006-09-23 23:22

เราเป็นคนนึงที่หลงไหลได้ปลื้มกับการเขียนส่งและ
การได้รับโปสการ์ดอย่างมาก พื้นที่ครึ่งเดียวด้านหลัง
ของกระดาษแผ่นเล็กๆ อยากจะเขียนอะไรมากมาย
ในบางครั้ง แต่เพราะพื้นที่จำกัด ทำให้ต้องเขียนอย่าง
รัดกุมที่สุดในสิ่งที่อยากเล่า อยากส่งความรู้สึกถึงผู้รับ
ที่จ่าหน้าไว้ ... จะว่าไปแล้ว เราว่าการเขียนโปสการ์ด
ในพื้นที่จำกัดเพียงครึ่งแผ่นอย่างนั้น มันก็เป็นเสน่ห์
และเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ .. เราชอบ
โปสการ์ดและยิ้มกับตัวอักษรด้านหลัง เมื่อได้อ่านทุกครั้ง
มันบอกไม่ถูกนะ แต่มีความสุขดีน่ะค่ะ ..
ตัวหนังสือของเรามักจะทำให้ศิลปะการเขียนแย่นิดหน่อย
เปลืองพื้นที่อันจำกัดนั้น เพราะเป็นคนชอบเขียนหนังสือด้วย
ปากกาลูกลื่นเส้นใหญ่ แบบ 0.7 หรือ 1.0 นั่นเชียวค่ะ มัน
ทำให้ตัวหนังสือโตกว่าการใช้ปากกาเส้นเล็กนิดนึง พื้นที่ที่
ใช้เลยเต็มเร็วก่อนจะหมดในสิ่งที่อยากเล่า อยากเขียน ..

#6 By moodee on 2006-09-23 23:25

สมัยอยู่มหาลัยแดนไกล
เขียนจดหมายถึงเพื่อน ๆ ตลอด เพื่อน ๆ ก็ตอบไม่เคยขาดช่วง
ทุกวันต้องเดินไปตึกจดหมาย (จริง ๆ คือตึกสำนักงานทะเบียน แต่เราเรียกกันแบบนั้น)
จดหมายมาบ่อย จนแอบเห็นเพื่อนอิจฉานิดๆ
อยู่กันสี่ปี คนที่ตัวอักษรชื่อเดียวกัน ยิ่งปีเดียวกัน ก็จะจำชื่อจริงกันได้
เดินผ่านกัน ก็บอกข่าว "วันนี้มีจดหมายเธอมาด้วยนะ"
นึกถึงแล้ว เป็นความรู้สึกดี ๆ น่ารัก
ที่เด็กสมัยนี้ คงไม่ค่อยได้มีโอกาส เพราะมือถือ เข้าถึงทุกคน

จบมหาลัย เริ่มเข้าวงการโปสการ์ด
หลัง ๆ เขียนโปสการ์ดมากกว่าจดหมาย
ปัจจุบัน อีเมลรวดเร็วทันใจ สะดวกประหยัด

แต่ไม่เคยเลิกหลงใหล การสื่อสารแบบเก่า ๆ
โปสการ์ด ในเวลาพิเศษ
จดหมาย เมื่ออยากให้คนรับ ได้รู้สึกว่า นี่คือเรื่องพิเศษ
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ยังหยิบจับ เปิดอ่านได้เสมอ (ถ้าไม่หาย)

เคยได้รับโทรเลข หนนึง
สุดแสนจะตื่นเต้น ปนงง ว่าเกิดอะไรขึ้น
สุดท้าย เป็นโทรเลข มาสุขสันต์วันเกิด ให้เซอร์ไพรส์

เป็นความเซอร์ไพรส์ ที่ไม่เคยลืมเลือน
ลองดูบ้างก็ได้นะคะ

#7 By friday on 2006-09-24 00:41

ใช่แล้วค่ะ การได้จรดปลายดินสอ (เป็นคนชอบเขียนด้ยดินสอค่ะ) แล้วเขียนข้อความถึงคนบางคน เป็นเรื่องที่วิเศษและคลาสสิกจริง ๆ ยังงัย ๆ จดหมายก็ยังคงมนต์เสน่ห์อยู่เสมอ......
ปล. เพื่อนคนแรก ๆ ที่เคยส่งจดหมายคุยกัน ตอนนี้เปลี่ยนมาเขียน email แทนแล้ว แต่ว่า ครั้งใดที่หยิบจดหมายเก่า ๆ สมัยเมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้วมาอ่าน ก็ยังยิ้มเสมอ......

#8 By ~ :: SuPer M i l K y :: ~ on 2006-09-24 08:51

เพื่อนที่อยู่ซานฟรานของฉันเพิ่งส่งโปสการ์ดมาเมื่อสามวันก่อน

เป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆ เพราะเราไม่เคยติดต่อกันด้วยตัวหนังสือ แบบที่เขียนด้วยลายมือของกันและกันจริงๆ มาก่อนเลย

แต่กลับรู้สึกว่า โปสการ์ดฉบับนี้ เป็นรูปธรรม จับต้องได้ แต่กลับไปอ่านอย่างซ้ำๆ อีกกี่ครั้งก็ได้ เพียงเอื้อมมือคว้า

ฉันเกือบลืมไปแล้วว่า ฉันเป็นคนชอบตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมืองของแต่ละคน และสามารถจำลายมือของทุกๆ คนที่ฉันเคยเห็นได้อย่างแม่นยำ

ฉันเองก็ไม่ได้จรดปากกาลงบนกระดาษ และส่งลายมือตัวเองไปให้ใครอ่านเสียนาน คงต้องลองกลับมาเขียนดูใหม่

ดูสิ เรื่องง่ายๆ อย่างการเขียนหนังสือ ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เด็ก บางทีเราก็ลืมมันไป

นี่เป็นอีกก้าวของความเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่านะ?
เสียดายจดหมายจากเพื่อนๆ ที่กระจัดกระจายไปไหนต่อไหนบ้างก็จำไม่ได้
ตั้งแต่มีอีเมล์ก็แทบจะเลิกส่งการ์ด ส่งจดหมายไปโดยปริยาย
และที่น่าเสียดายคือมีช่วงหนึ่งคุยกับเพื่อนรักทางอีเมล์แทบทุกวัน แลกเปลี่ยนข่าวสารชีวิตนานเป็นปีๆ จนกล่องเมล์จะแตกจึงต้องลบไปบ้าง และหลังจากนั้นไม่นานยาฮูเมล์ก็ขยายพื้นที่ให้เสียใหญ่โตมหึมา อยากเตะตัวเองจริงๆ

#10 By damaskrose on 2006-09-24 16:58

เป็นมั้ย...เวลาที่เขียนโปสการ์ดไป แล้วก็นั่งอมยิ้มไป
ความสุขที่หลั่งไหลออกจากปลายปากกา แทบจะเคลือบโปสการ์ดได้ทั้งใบ

ไม่ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารการจะก้าวไกล ก้าวกระโดดขนาดไหน
แต่สำหรับเรา (และชาวโปสการ์ดเลิฟเวอร์).. การส่งโปสการ์ดยังคงเป็นการเส้นทางการสื่อสารที่น่ารัก และอบอุ่นอยู่เสมอ...
ต้องเรียกว่า "สุขใจทั้งผู้ให้ อิ่มใจทั้งผู้รับ"

#11 By blunetty (61.7.176.85 /61.7.176.85) on 2006-09-25 14:57

หวัดดีค่ะน้าจูน ^^
ไม่ได้แวะมาสะนาน เรียนหนักนิดหน่อยค่ะ เลยไม่มีเวลามาอัพบล็อกเลย..
คิดถึงน้าจูนเช่นกันน๊ะค่ะ
นุ่นชอบที่นุ่นบอกว่า นุ่นไม่อยากปิดเทอมเลย
น้าจูนเลยบอกว่า เปิดเทอมจะได้เจอใครบางคนละสิ
นึกในใจ น้าจูนรู้ได้ยังไงอ่ะ
น้าจูนบอกว่า ก็น้าจูนเคยเป็นเด็กมาก่อน
...
แล้วก็ขอบคุณน้าจูนที่บอกให้นุ่นเีขียนจดหมายหาเพื่อนนะค่ะ นุ่นจะเขียนค่ะ
คิดถึงพวกเค้าเหมือนกัน เพื่อนๆตอนป.6 ตอนนี้ก็อยุ่ต่างรร.กันเร้ว ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้างง ^^
คิดถึงน้าจูนที่สู้ดดดดดดดดด..
ไว้จะมาเม้นต์ใหม่น๊ะค่ะ
นุ่นค๊าา
จูน...

เดี๋ยวนี้เราห่างหายอารมณ์แบบว่า...นั่งรอคอยจดหมายด้วยใจจดใจจ่อไปนานพอสมควร คิดถึงอารมณ์แบบนั้นจัง

ส่วนโปสการ์ดต่างต่างที่ร่อนถึงคนนู้นคนนี้ ก็ต้องรอให้ตัวเองออกเดินทางอีกครั้งก่อน... อยู่ กทม. เดินทางไป-กลับที่ทำงานนี่มัน...ขาดแรงบันดาลใจเจงเจง...

เฮ้อ...

แต่จะว่าไป เราว่าเดี๋ยวเราจะเริ่มต้นไปคุ้ยคุ้ยโปสการ์ดใบเก่าเก่าออกจากกรุมานั่งอ่านมั่งดีก่า เผื่อแรงบันดาลใจที่ว่านั่นจะกลับมาอีกครั้งเนาะ

#13 By จ๋อย (124.120.14.251) on 2006-09-25 16:32

เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรกค่ะ ติดใจสำนวนจังเลยค่ะ แล้วจะกลับมาอ่านอีกคน ขอadd ไว้ใน favorite นะคะ
แม้วันนี้จะมีอีเมลให้ส่งถึงทันใจ แต่คุณค่าก็ยังไม่เท่ากับจม.ที่เจ้าของทุ่มเทแรงใจแรงกายเขียนมาถึง

#14 By ohlala on 2006-09-25 22:20

เจ๊ ที่รัก
ขอรับโปสสะเกิ้ดจากเจ๊ ด้วยคน แต่ตอนนี้ยังหาหลักแหล่งให้มันร่อนลงไม่ได้
แต่ว่าถ้าเจอที่ของเราแล้วจะส่งข่าวแน่นอนเจ้าค่ะ

#15 By walk my own way ^^ on 2006-09-26 08:17

เจ๊ที่รัก
ค่ำคืนนี้ 21เรื่องรักเล็กๆ
อารมณ์ละมุน สำหรับคนนอนไม่หลับ
เอคุนิ คาโอริ
จากร้อนแรง และเป็นประกาย
สมบัติล้ำค่าที่ลอยคอรอคอย มียังอ่ะเจ๊

#16 By walk my own way ^^ on 2006-09-26 09:27

คงไม่ต้องบอกนะคะ
ว่าชอบจดหมายเหมือนกัน
แต่หลายปีมานี้
ทำไมหนักไปทางอีเมล์กับโทรศัพท์ก็ไม่รู้ ครั้งสุดท้ายที่เขียนจดหมาย อ้อ จริงๆ เป็นโปสการ์ด ก็เกือบปีแล้วมังคะ

ชักไม่ค่อยดีแล้วมั้งเนี่ย

#17 By 'ปราย (58.8.69.133) on 2006-09-27 01:24

อ่านแล้วซึ้งจำครับ

ผมเองไม่ค่อยได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนเท่าไหร่ คิดถึงกันก็มักจะใช้การโทรศัพท์หากันเพราะรู้สึกว่าทันใจและสะดวกกว่า

ส่วนเพื่อนบางคนที่รู้จักกันสมัยประถม หรือเพื่อนมัธยมที่จากกันไกลจนติดต่อไม่ได้ ผมก็ใช้วิธีหยิบเอาสมุด "FriendShip" ขึ้นมาอ่าน

อ่านไปยิ้มไป หัวเราะไป บางครั้งก็เจอข้อความดี ๆ ที่ทำให้น้ำตาไปเอ่อท้นออกมา

พูดแล้วคิดถึงวันวานจังเลย

#18 By Highwind on 2006-09-27 21:48

ไม่ได้เข้ามาตอบเสียหลายวันเพราะงานยุ่งจัด -_-"

หลายครั้งที่เราอยากย้อนวันเวลา .. เราก็หยิบจดหมายที่เขียนโต้ตอบกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นลูกของพ่อมาอ่าน

เราคุยกันประสาลูกผู้หญิง เขียนจดหมายคุยกันตั้งแต่วัยประถม :-P
บางที ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนจดหมายถึงกันให้เมื่อยทำไม
แม้ว่าพี่สาวจะอยู่ไกลถึงสัตหีบ (สมัยนั้นไกลนะ -_-") แต่เราก็เจอกันเกือบทุกสุดสัปดาห์

จำได้ว่าวัยเด็ก พ่อขับรถกลับมาจากศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ในวันศุกร์
พวกเรานั่งดูหนังบ้าง หลับไปแล้วบ้าง แต่พอพ่อกลับมาและปลุกว่า "ไปสัตหีบกัน"
ฉันกับน้องรีบเด้งดึ๋งจากที่นอนอันแสนอบอุ่น จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วเราสี่คนพ่อแม่ลูกก็ออกเดินทาง
ระหว่างทางตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้ไป ไปเล่นกับพี่ชมพู่ (พี่สาวในจดหมาย) เต้ย และน้องพลอย

วันเวลาผ่านไป เราโตกันมากขึ้น แต่กลับได้เจอกันน้อยลง บวกกับการเขียนจดหมายก็หายไปด้วย

จดหมายหายไปสมัยเราเข้ามหาวิทยาลัย .. กิจกรรมมากมาย และเพื่อนใหม่อีกนับไม่ถ้วน ทำให้เราหลงลืมการเขียนจดหมายถึงเพื่อนเก่า

แต่ใช่ว่าเราจะลืมกัน

แต่ ณ วันนี้ เราไม่ได้เจอกันเลย .. ไม่ได้ติดต่อ ไม่ได้พูดคุยเหมือนอย่างวันเก่าก่อน
ต่างคนต่างเหมือนชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่หลุดหายไป

แต่ในความทรงจำของพวกเรา ... ยังมีกันและกัน .. ฉันเชื่ออย่างนั้น

:-)

ปล. ว่าจะเขียนจดหมายหาจูน ว่าจะมาหลายที ไม่ได้เขียนสักทีสิน่ะ -_-"

#20 By PeAcH_a_Ja on 2006-09-29 11:51

เรากลับไปอยู่ตรงนั้น...ได้ทุกครั้ง ที่เรานึกถึง เราก็แอบทำอยู่บ่อยเหมือนกันจ้ะ

#21 By นาฬิกาทราย on 2006-10-27 00:01

เค้าเม้นกันยาวๆ แต่เราแค่เข้ามาอ่านแล้วยิ้ม ผิดไหมนี่ : )

#22 By ชะอม (202.28.27.3) on 2007-05-29 16:02


สวัสดีจ้าเราชื่อจูน เขียนจดหมายหาเพื่อนจ้า

#23 By จูน (203.113.39.12) on 2007-06-02 17:49


สวัสดีจ้าเราชื่อจูน เขียนจดหมายหาเพื่อนจ้า

#24 By จูน (203.113.39.12) on 2007-06-02 17:49


สวัสดีจ้าเราชื่อจูน เขียนจดหมายหาเพื่อนจ้า

#25 By จูน (203.113.39.12) on 2007-06-02 17:49

สวัสดีค่ะ "อีกจูน"

เขียนจดหมายมาหาเพื่อน
ไม่ทิ้งที่อยู่ไว้หน่อยหรือค่ะ

เผื่อจูนคนนี้ จะได้เขียนหาจูนอีกคนบ้าง

จูน(อีกนั่นแหล่ะ)

#27 By ดี ด.ญ ภัคธนัญ (203.156.78.67) on 2007-06-04 19:16

ปรกติเป็นคนรักการเขียน จดหมาย

การเขียน postcard มาก ๆ

แอบดูจังหวัด

แต่ก่อนตองเคยอยู่สงขลาค่ะ

เพราะคุณพ่อรับราชการเป็น ตำรวจตระเวนชายแดน

อยู่แค่ 5 ขวบ

แล้วก็ย้ายมากรุงเทพค่ะ

อยากเป็นเพื่อนเขียนจดหมายกับน้าจูนจัง

ตองเองก็รักการเขียน postcard มากมาย มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งค่ะ

#28 By ตอง (203.170.231.232 /10.239.37.83) on 2007-06-18 11:47

#29 By ตา (203.188.49.101) on 2007-06-28 18:00