จดหมายฉบับที่ 28 : เป็นประกาย
posted on 04 Aug 2006 20:51 by junnie in Thai-books
สวัสดีนุ่น
ขอโทษที่หายหน้าไปเสียนาน
ช่วงนี้น้าจูนกำลังยุ่งกับงานพิเศษชิ้นเล็กๆที่เปิดโอกาสให้แปลงานในข่ายวิชาที่ร่ำเรียนมา
ไม่มีใครได้อะไรมาง่ายๆ ทำได้ดีโดยปราศจากการฝึกฝน น้าจูนเชื่อเช่นนั้นเสมอ
และขณะเดียวกันก็กำลังขมั่กเขม้นเขียน"ภัตตาคารสมานใจ" เรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในจำนวนสี่เรื่องให้จบ
ในทุกๆปี เว็บบอร์ดที่น้าจูนชื่นชอบจะมีกิจกรรมอย่างแบ่งฝันปันขนม
...ที่จะไปสร้างห้องสมุด สร้างห้องน้ำ ตามโรงเรียนในชนบท
ปีนี้น้าจูนคิดว่าจะรวบรวมเรื่องสั้นๆที่เคยเขียนไว้ทำหนังสือทำมือออกมาขายเพื่อนๆกันเองสำหรับกองทุนเล็กๆ
เมื่อเราสามารถลุกขึ้นยืนและเริ่มต้นคิดจะแบ่งปันได้
...วันคืนข้างหน้าคงจะไม่มีอะไรยากเย็นเกินไปอีกแล้ว
น้าจูนคิดว่าคงจะเป็นเช่นนั้นนะ
เพื่อนของน้าจูนคนหนึ่งที่ชอบแอบอ่านจดหมายของเราสองคนอยู่บ่อยๆ
มักจะบ่นว่าน้าจูนชอบเขียนถึงหนังสือที่เล่าเรื่องคนประหลาดๆ
หลังจากที่เธออ่านจดหมายฉบับที่น้าจูนเล่าเรื่อง Kafka on the shore
เธอก็ไม่พลาดที่จะโฉบมาที่ร้านเพื่อจะหยิบยืมหนังสือจากน้าจูนมาอ่าน
เธอหายหน้าไปพร้อมกับหนังสือราวๆครึ่งเดือนและเอาหนังสือกลับมาคืนด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง
พร้อมทั้งคำกล่าวโทษที่น่าขันเกินว่าที่จะถือโกรธ
"แกนี่มันอ่านแต่เรื่องของคนประหลาดๆ"
ราวกับภาพของเธอไปซ้อนกับภาพของเพื่อนสนิทอีกคน
เธอทั้งสองพูดคำคำเดียวกัน ณ เวลาและสถานที่ที่ต่างกันไป
เพื่อนอีกคนของน้าจูนเคยยืมหนังสือบางเล่มของน้าจูนไป
..แล้วกลับมากล่าวหาน้าจูนด้วยคำคำเดียวกันเป๊ะๆ
เธอเลือกหยิบหนังสือเล่มนั้นไปด้วยเห็นปกสีชมพูหวาน
และเอากลับมาคืนน้าจูนด้วยใบหน้ายุ่งยากใจราวเรื่องในหนังสือเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง
ความจริงแล้วเมื่อแรกหยิบนั้น สารภาพโดนซื่อว่าติดใจปกสีหวานเช่นกัน
ขณะนั้นอยู่ในความรู้สึกว่าชีวิตต้องการความหวานอย่างที่สุด
คำพูดของเพื่อนในวันนี้ทำเอาต้องกลับไปค้นหนังสือเล่มนั้นมาอ่านซ้ำด้วยความรื่นเริงใจ
ควรจะสบายใจดีหรือเปล่าที่โดนกล่าวหาว่าชอบเรื่องประหลาด
น่าจะเป็นความสบายใจที่สามารถทำให้คนบางคนสนใจอ่านหนังสือบางเล่ม
และแวะมาบ่นเสียยืดยาวเพราะเธออ่านมันจนจบ
น้าจูนสุขใจที่โดนบ่น ไม่แน่ใจว่าเพื่อนเธอจะหาว่าน้าจูนเป็นคนประหลาดด้วยหรือเปล่า
อะไรคือเส้นคั่นระหว่างคำว่าปกติและคำว่าประหลาด
เราถือไม้บรระทัดคนละอันแล้วจะวัดด้วยมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร
อืม ไม้บรรทัดของน้าจูนอาจจะไม่มีเสกลด้วยซ้ำกระมัง
หนังสืออย่าง kira kira หรือเป็นประกาย ควรอ่านด้วยมือเปล่า
เอาไม้บรรทัดเข้าไปนั่งเล่นในหน้าหนังสือด้วยจะทำให้ต้องเหนื่อยใจเสียเปล่าๆ
และเอาเข้าจริงๆน้าจูนเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของใครกันแน่
เหมือนเรื่องที่ไม่มีตอนขึ้นต้นและไม่มีตอนลงท้าย
คล้ายกับว่าเขาอยู่ตรงนั้นมานานแล้วในตอนที่เราไปถึง
และเรื่องก็ดำเนินไปเรื่อยๆโดยที่เราทำได้แค่เฝ้าดู การคาดเดาหรือหวังอะไรใรตัวละครล้วนสูญเปล่า
เมื่อน้าจูนอ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำในครั้งที่สองและครั้งที่สาม
...น้าจูนก็รักมันมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้และจะเริ่มคงที่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
การเพิ่มขึ้นของความรักนั้นอธิบายด้วยรูปกราฟที่เป็นเส้นโค้งรูปตัวเอส และไม่ใช่รูปลาดเส้นตรงแบบปกติ
ในการติดตามความเติบโตของอะไรสักอย่างในทางวิทยาศาสตร์
เรามักจะสนใจความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักหรือความสูง และเวลา
กราฟที่อธิบายการเติบโตที่เป็นเส้นโค้งตัวเอสที่น้าจูนจำได้
...เป็นกราฟที่บันทึกการเติบโตของต้นถั่ว
หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิต ความรู้สึกที่เกิดหลังอ่านเติบโตขึ้นเช่นต้นถั่ว
ชีวิตของคนสามคนในหนังสือจะถ่ายทอดออกมาไม่ได้ดีเลย
หากขาดผู้แปลอย่าง น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบถ้วนและสละสลวย
ขัดถูเรื่องราวให้งามจนกลายเป็นภาษาที่เราอ่านเข้าใจได้และและทำให้หนังสือเปล่งประกายสมดังชื่อ
ออกจะใช้คำว่ารักพร่ำเพรื่อไปหน่อยในในจดหมายฉบับนี้
อาจจะเพราะคำว่ารักไม่ใช่คำชวนคลื่นเหียนเหมือนในระยะๆแรก
และน้าจูนก็ได้คำตอบบางประการเกี่ยวกับคำถามเรื่องความรักจากบางเพลงกระจ่างใจ
คนแบบ โชโกะ มุทซึกิ และค่ง อาจจะเดินสวนกับเราบนท้องถนน
และเราไม่อาจจล่วงรู้ถึงความแตกต่างนั้นในใจผู้คน
เว้นแต่เราจะเปิดใจให้กว้างๆเพื่อที่ยอมรับและเข้าใจ
และเมื่อนั้นเราจะเรียนรู้ที่จะไม่คิดแทนคนอื่นๆว่าแบบนั้นแบบนี้จึงจะดีจะเหมาะสม
ความรักก็เป็นเพียงแค่ความรัก มิใช่หรือ
...เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลใดๆเลยเมื่อมีรัก
น้าจูนคิดย้อนไปถึงบางบทสนทนาของน้าจูนกับเพื่อนหลังจากที่เธออ่านหนังสือเล่มนี้จบ
"ไม่รู้จริงเลยว่าถ้าฉันเป็นผู้หญิงคนนั้น จะทำอย่างไร
...จะอยู่ไปแบบนั้นได้ไหม"
"แล้วเธอคิดว่ายังไงหล่ะ"
"ความรักบงการให้คนเราทำได้ทุกอย่างนั่นแหล่ะ
คงเหมือนที่ปกหลังหนังสือเขียนไว้
ขอเพียงได้อยู่กับคนรัก ถึงแม้จะเคร่งเครียดหรือเป็นทุกข์เพียงใด
....แต่ชีวิตก็เป็นประกาย"
คงมีสักครั้งในชีวิต ที่เรารู้สึกว่าเปล่งแสงกระจ่างได้
เมื่อนั้นเราคงได้ลิ้มรสความหวานของความรักได้เสียที
และเต็มใจดื่มกินความหวานของมันทั้งๆที่หวาดหวั่นถึงวันข้างหน้าด้วยรอยยิ้มพริ้มเพรา
คิดถึงจ๊ะ
น้าจูน
ป.ล. เพิ่งสังเกตว่าปกหนังสือที่ดึงดูดใจน้าจูนในแว๊บแรก
...ออกแบบโดยคนที่น้าจูนไม่เคยนึกชอบอย่าง ปราบดา หยุ่น
เพราะเมื่อแรกอ่าน"ความน่าจะเป็น"แล้วไม่เข้าใจ จนนึกอยากเอาหนังสือมาทำเป็นโมบายอย่างที่หน้าปก
และบางอคติในใจที่รู้สึกว่า เขามาถึงตรงนั้นได้เพราะเป็นลูกชายคนดัง
แล้วน้าจูนก็ตกหลุมรักหนังอย่าง"เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล"ที่เขาเขียนเรื่อง
และดันซื้อหนังสือเพราะชอบแบบปกที่เขาออกแบบ
...ตกหลุมรักโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเขา เป็นงานของเขา
เป็นบทเรียนที่ดีว่าเราพึงอย่าปฏิเสธสิ่งใดๆในชีวิตเพียงเพราะอคติที่ครอบงำในใจเลย
อคติทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้อะไรมากมายนัก
ว่าแล้วก็ไปค้น"ความน่าจะเป็น"ที่ก้นลังพลาสติกมาอ่านซ้ำดีกว่า
เป็นประกาย (kirakira) โดย เอคุมิ คาโอริ แปล น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ สนพ. พิมพ์ครั้งที่ 1 สนพ.อิมเมจ ,2545
เอคุมิ เขียนหนังสืออีกเล่มร่วมกับ ท์ซึจิ ฮิโตนาริ
เป็นหนังสือคู่กัน ชื่อ Blue และ Rosso
มีคนเขียนถึงหนังสือสองเล่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจในเอ็กทีนนี่แหล่ะ
อ่ะ ทำลิ้งค์ให้ใหม่
#1 By จดหมายถึงหนูนุ่น on 2006-08-04 20:55