สวัสดีนุ่น

น้าจูนกลับไปดูบันทึกของตัวเองพบว่า
..น้าจูนอ่าน"สดับลมขับขาน"จบโดยใช้เวลา 8 วันก่อนนอน
โดยเฉลี่ยน้าจูนใช้เวลาประมาณวันละ 1-2 ชั่วโมงอ่านหนังสือก่อนนอน
หนังสือ"สดับลมขับขาน"หนา 144 หน้า น้าจูนใช้เวลาอ่านทั้งหมด 16 ชั่วโมง
คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ หนา 544 หน้า
น้าจูนกดเครื่องคิดเลขมาแล้ว
น้าจูนควรใช้เวลาประมาณ 60 ชั่วโมง ในการอ่านคาฟกาให้จบ
...คิดเป็นเวลา 30 วัน โดยใช้เฉพาะเวลาก่อนนอน

แต่เปล่าเลย น้าจูนอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาหนึ่งคืน
ใช่แล้ว รวดเดียวในหนึ่งคืน
อืม แม้ว่าเวลาเราไม่ได้นอนให้เพียงพอ
...มันจะทำให้วันต่อมาดูล่องลอยเหมือนอยู่ในความฝันไม่รู้จบ
แต่น้าจูนคิดว่ามันคุ้มค่ากับการได้เสพหนังสือเล่มนี้ผ่านค่ำคืน

หนังสือของนักเขียนอย่างมูราคามิให้รสที่แปลกปร่า อธิบายรสไม่ถูก
เหมือนอาหารบางอย่างที่เราลองชิมคำแรกแล้วอยากคายทิ้งเมื่อลิ้นไปสัมผัส
...แต่หากเราลองเคี้ยวแล้วกลืน เราก็จะอยากเริ่มต้นคำต่อไปซ้ำแล้วซ้ำอีก
น้าจูนชอบเรื่องที่เขาเขียนด้วยรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าชอบเพราะรักหรือชอบเพราะชัง

คงเหมือนเวลาที่เรามีความรัก
...เราจะสามารถรักในสิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราเกลียดได้พร้อมๆกันอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อน้าจูนอ่าน Kafka on the shore หรือในชื่อไทยว่า คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ จบในตอนย่ำรุ่ง
แทนที่น้าจูนจะรีบเข้านอนเพราะเหลือเวลานอนอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจนถึงเวลาทำงาน
หนังสือเล่มนี้กลับพาความคิดน้าจูนเพริ่ดไปไหนต่อไหนอีกไกล
น้าจูนคิดถึงหนังสืออย่าง"เมืองแก้ว"กับ"สายสัมพันธ์"ของ SP.Somtow
(รู้สึกพิมพ์ครั้งหลังๆ"สายสัมพันธ์"จะเปลี่ยนชื่อเป็น"สุสานใต้ดวงดาว")
คิดถึงโลกคู่ขนานของ โจนาธาน บาร์ค ใน "One"
และคิดไปถึง "Alice in wonderland"

เปล่าหรอกจ๊ะ น้าจูนไม่ได้หมายความถึงพวกเขาลอกงานของใครหรืออะไร
แต่น้าจูนเริ่มคิดว่า มีผู้คนมากมายตะหนักถึงการมีอยู่
...ของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด
นึกออกไหม "รู้สึก" แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
ย้อนกลับถึงบรรดาหลักจิตวิทยาต่างๆด้วยซ้ำ เพียงแต่กรอบทำให้เราคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร

ในหนังสือเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เราไม่อาจจะเข้าใจ
เหมือนผู้คนในโลกกลมๆที่ไม่ได้เป็นทรงกลมสมบูรณ์อย่างในรูปจำลอง
เราต่างก็หลากหลายในแต่ละมนุษย์
แม้บางมนุษย์จะทำให้เราต้องหลบสายตาหรือเบือนหน้าหนี
เพราะระบบการรับรู้เดิมของเราระบุว่าสิ่งนั้นผิดปกติ
แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่มีเขาเหล่านั้นบนโลกเดียวกับเรา

ขอยกประโยคที่ชอบใจมาฝากสักนิดเถิด
เพราะเมื่อแรกที่น้าจูนหกล้มนั้น น้าจูนใช้มันนำชีวิตอยู่พักใหญ่

"แต่ละคนรับรู้ความเจ็บปวดตามแบบของตน
แบกแผลเป็นตามวิธีของตน"
(1)

บางทีการอ่านและการได้เขียนเป็นวิธีเยียวยาตามแบบของน้าจูน
และเชื่อได้ว่าเมื่อเราหายดีด้วยการเยียวยาตามแบบฉบับของเราเอง
มันจะเป็นรอยแผลที่สวยงามเหมือนเหรียญตรา
...หาใช่รอยเน่าหนองที่พร้อมจะเจ็บปวดเสมอเมื่อแตะต้องไม่
บางครั้งเราต้องผ่านความเจ็บปวดบ้างระหว่างทางของชีวิต
เราไม่ได้เจ็บปวดเพื่อสูญเสียตัวตนของเราไป หากแต่เพื่อการเติบโตทางความคิด

แม้ว่าน้าจูนจะเล่าเรื่องของตัวเองผ่านจดหมายถึงนุ่นไปบนรอยซ้อนของอักษร
เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าบนหนทางแห่งการเยียวยา มีเรื่องราวมากมายให้เก็บเกี่ยว
ไม่รู้ว่าได้บอกนุ่นหรือยังว่า น้าจูนดีใจนะที่เราได้รู้จักกัน
น้าจูนดีขึ้นมากจริงๆ และยังคงเขียนจดหมายถึงนุ่นต่อไปไม่เปลี่ยน

วันก่อนเจอกันในโปรแกรมเจรจา
นุ่นถามน้าจูนว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเขียนจดหมายรักฉบับใหม่ๆ
อืม แม้ว่าตอนนี้น้าจูนจะยืนได้มั่นแล้ว
แต่ยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อว่าความรักนั้นมีอยู่จริงในโลกกลับมาได้แม้แต่นิดเดียว
คนที่ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยหัวใจแห้งผาก ยากที่จะเขียนจดหมายรักได้นะนุ่น
เอาเป็นว่าช่วงนี้จะเอาจดหมายรักฉบับเก่าขึ้นมาจากในโพรงมาให้อ่าน หวานๆไปพลางๆ

เพื่อนบางคนบอกน้าจูนว่าวันที่เราหายดีมีอยู่จริง
น้าจูนหวังว่าตัวเองจะกลับมาเขียนจดหมายรักได้
และหวังว่านุ่นคงได้อ่านจดหมายรักฉบับใหม่ๆในเร็ววัน

จนกว่าจะหายดี

น้าจูน

คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ เขียนโดย Haruki Murakami แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 สนพ.แม่ไก่ขยัน (1) น.214

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ไม่ใช่เฉพาะนุ่นที่รออ่านจดหมายรักฉบับใหม่ของ "น้าจูน" .. ฉันก็รออ่านด้วยนะจ๊ะ

สำหรับแผลเป็น .. ฉันว่าเราควรจะมีความสุขที่จะมีมันอยู่บนร่างกาย
แม้ว่าสาเหตุมันเกิดจากบาดแผลซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวด .. อาจโดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ
แต่อย่างน้อย .. มันก็เป็นเครื่องย้ำเตือนที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า ..
เรายังมีความหลังให้ได้เรียนรู้และจดจำ .. ซึ่งฉันว่ามันดีกว่าชีวิตที่ว่างเปล่าเป็นไหนๆ

ปล. เป็นกำลังใจให้เสมอเช่นเคย :-)

#1 By PeAcH_a_Ja on 2006-06-28 11:33

กระผมใช้เวลาอ่านเกือบๆสองเดือน ชอบมากๆ หลงไหลคลั่งไคล้มุราคามิ

แต่พยายามจะอ่านช้าๆ เพราะเวลาอ่านจบทีไร เคว้งคว้างอยากอ่านเรื่องอื่นๆของท่านมุราคามิต่อ แต่ก็ไม่มีเรื่องใหม่มาซะที ถึงขนาดไปร้านหนังสือก็มองหาประจำ เห็นรุ่นพี่ที่ทำหนังสือบอกว่าเล่มใหม่จะออกเดือนตุลา ตอนนี้ว่าจะเอาเล่มแรกมาอ่านใหม่อีกรอบ ถ้าชอบท่านมุราคามิ ลองไปดูที่

http://www.randomhouse.com/features/murakami/site_flashforce.php?id=

เวปเก๋สุดๆ เพลงเพราะ ลึกลับ ประหลาด

#2 By alienboon on 2006-06-28 11:33

I Like the head of blog.

I love those sentences.

And I love the girl I wrote those sentences to her.

#3 By "Let Me Fly...Fly Away..." on 2006-06-28 15:28

เล่มนี้เคยเห็นตามบนแผง
ของร้านขายหนังสือ สงสัยหลังสอบต้องไปซื้อมาอ่านบ้างแล้ว
.
.
.
ถ้าจะว่ากันตามวิชาความรู้ทางการแพทย์...

หนองและแผลเป็นต่างก็เป็นกระบวนการของตัวมนุษย์ในการกำจัดสิ่งไม่ดีไม่งามที่เข้ามาทำร้ายร่างกายของเราทั้งนั้น...

หนองอันน่ารังเกียจ แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาวที่มากำจัดสิ่งแปลกปลอม ความเหนียวของหนองยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไป

แผลเป็นอันไม่สวยงาม แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการซ่อมแซมอวัยวะที่เคยบอบช้ำให้กลับมีสภาพใหล้เคียงของเดิมมากที่สุด

อย่ารังเกียจ แต่จงทำความรู้จักกับมัน

อย่าลืมเลือน แต่จงนำมันมาเป็นเครื่องเตือนใจของสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต

เป็นกำลังใจให้ครับ

#4 By Highwind on 2006-06-28 15:33

ถึง คุณลมพัดสูง

ฉันไม่กลัวแผลเป็นที่รอยหวำลึกหรือนูนขึ้นอย่างคีลอยด์
ฉันกลัวโพรงแผลของ anaerobe bacteria เสียมากกว่า
ที่แผลข้างบนเรียบสวยแต่เป็นโพรงข้างใน
อืม ปัจจุบันไม่มี ปวด บวม แดง ร้อน ไม่มีไข้ค่ะ
ฉันว่ามันคงไม่มีการติดเชื้อแล้วหล่ะ เหลือแค่ให้เวลาเยียวยามันเท่านั้นเองคะ
ทุกบาดแผลร้ายแรงนำมาซึ่ง PTSD
....ฉันคงต้องพยายามผ่าน PTSD ของความรักไปให้ได้

ถึง..จุดหมายปลายทางสุดท้าย

ดิฉันออนเอ็มไม่ได้ โดนมันถีบออกมาตลอดวัน
สบายดี มิต้องเป็นห่วง เนื่องจากใครอ่านเรื่องนี้ของฉันก็เป็นห่วง
....การเขียนเยียวยาฉันแล้ว

บทกวีบทนี้เป็นของ Susan Polis Schutz จ๊ะ

ถึง พีช

สัญญาว่าเมื่อหายดี ฉันจะเขียนจดหมายรักใหม่ๆมาให้อ่าน
ฉันลองแล้ว แต่มันไม่หวานจนน่าฉีกทิ้ง
เลยว่าคงต้องรอให้หายดีแจ่มๆ
ฉันจึงจะเขียนจดหมายรักจากมุมเดิมๆได้
ตอนนี้เป็นไงบ้างครับ
รู้สึกว่าอารมณ์ยังไม่เข้าที่หรอครับ
ถ้าใช่ก็ขอให้ดีขึ้นวันพรุ่งนี้เลยนะครับ

ยังไม่ได้อ่านเล่มนี้เลย
เอ มันผ่านตาเราไปได้ไงไม่รู้
แต่ร้านหนังสือที่บ้านเราไม่เห็นมี

แต่สารภาพว่า
อ่านของฮารูกิไม่เคยอ่านรวดเดียวจบเลย
ส่วนใหญ่ใช่เวลามากหลายวัน
และบางเล่มไม่จบด้วยซ้ำ
อาจบางทีต้องมีเวลาเหมาะการที่แล้วมา

#6 By อากาศกวี on 2006-06-28 17:57

เล่มนี้แนะนำค่ะ
ฉันอ่าน สดับลมขับขาน นานมากกก
เหมือนที่แรกบอกนั่นแหล่ะค่ะ
คำแรกชิมแล้วอยากคาย
..ฝืนใจกลืนเข้าไป กลับยิ่งอยากกินคำต่อไปเรื่อยๆ

ตอนเห็นความหนาของ Kafka on the shore แล้วเมื่อแรกก็หวั่นใจ
....แต่บางทีการที่เราได้เพ่งพินิจอะไรที่ต้องค่อยๆละเลียด
จะทำให้เราลืมอะไรไปได้บ้างในบางขณะเหมือนการใช้ยาสลบ
ให้สมองเราใส่ใจแต่เรื่องที่อ่านเท่านั้น

ฉันจำไม่ได้แน่ชัดว่าใช้เวลาอ่านนานแค่ไหน
...แต่ก็เช้าคาหนังสือเชียวค่ะ

มีอีกเล่มที่แนะนำ Sputnik Sweetheart
ชื่อภาษาไทยว่า รักเร้นในโลกคู่ขนาน
ไม่หนามาก ... น่าอ่านนะคุณ
เมื่อวานก่อนเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนึงจบ
ทั้งๆที่ในตอนแรกว่าจะไม่อ่านแล้วเชียว
เริ่มต้นเรื่องของหนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะน่าเบื่อและยืดยาวเกินไปที่จะทนอ่านมันได้ แค่ความหนาขนาดประมาณตีหัวหมาแตกได้ก็รู้สึกไม่อยากอ่านแล้ว เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือเล่มหนาๆ ก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่พอได้อ่านไปเรื่อยๆ
ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะสนุกจนวางไม่ลง แล้วในที่สุดก็อ่านจบภายในไม่กี่ชั่วโมง
ส่วนเรื่องที่คุณว่า เหมือนเคยได้ยินชื่อหนังสือมาจากที่ไหนซักที่ แล้วก็รู้สึกสนใจอยู่บ้าง ชื่อเรื่องแปลกดี ชักอยากจะอ่านขึ้นมาซะแล้วสิ

#8 By *บลาสต์ on 2006-06-28 20:40

ผมยังเชื่อว่าความรักมีอยู่จริงครับ
เพราะตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่
ผมก็ไม่เคยอยู่อย่างปราศจากความรัก
นั่นเพราะผมรักตัวเองครับ

ถ้าผมรักตัวเอง แล้วทำไมยังปล่อยตัวเองให้ทุกข์เพราะรักเขา
ผมเข้าใจเอาเองตามประสามคนเขลา
ว่าผมคิดว่าเขาจะทำให้ผมมีความสุขมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่

#9 By AkE on 2006-06-28 21:28

พึ่งเคยอ่านครั้งแรกเลยเจ้าค่ะสนุกดี
น้าครับ
ผมมีเล็บนิ้วโป้งเท้าที่ผมมักจะตัดลึกเกิน และกินเอเกินไปอยู่เสมอ บอกตัวเองทุกครั้งที่ความเจ็บปวดมาเยือน เตือนตัวเองว่า อย่าตัดเล็บให้ลึกเข้ามาขนาดนี้อีก มันทรมานแล้วคงรักษาหายยากหากเกิดแผลขึ้นมา

แต่วันนี้ ผมก็ยังเจ็บเพราะเรื่องเดิมๆ อยู่ บางครั้งตอนตัดเล็บมันก็แสนจะเพลินไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำซ้ำแบบเดิมที่เคยเตือนตัวเองมาหลายหนแล้ว

ไม่รุ้สิ น้า ผมว่าผมก็คงยังตัดเล็บลึกๆ อย่างนี้อีก หากเพลิดเพลินกับความสุขที่ได้รับแล้วหลงลืมสิ่งที่เคยเตือนตัวเองไว้ แต่อย่างน้อยในบางครั้งที่สติผมยังมั่นคงดีพอ ผมก็จะเตือนตัวเองไว้ให้ระมัดระวังมากขึ้น จะได้ผลหรือไม่ ผมไม่รู้สิ เพราะมันจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าเอง

นี่ ผมมาบ่นไรเนี่ย พอดีกว่า เจ็บนิ้วอ่ะ ^^

ป.ล. ผมก้ชอบงานมูราคามิ อ่านจบแล้วให้เล่าเรื่องไม่ค่อยได้ แต่ส่วนเว้าแหว่งของภายในมันได้พูดคุยกันมากขึ้นอ่ะน้า รู้สึกว่ารู้สึก และยังมีลมหายใจอยู่ครับ

#11 By ยีน (203.113.34.10) on 2006-06-29 00:24

อย่าเศร้านานนัก

แค่พอพักให้หายเหนื่อยนะคะ

#12 By ??? on 2006-06-29 04:27

นี่มาตอบแบบอ่านไม่จบนะนี่ (ผู้หญิงคนนี้หลีกเลี่ยงการอ่านคำนิยมใดๆก่อนอ่านหนังสือจบจ้า)
ไม่ใช่อะไร เพราะเมื่อวานเพิ่งไปจกมาจากร้าน นีเอง หุ หุ ยังไม่ได้เริ่มอ่าน
เห็นนานแล้ว แต่ด้วยปก จึงไม่คิดว่า เป็นมุรคามิ แต่มาตะหงิดๆตรงชื่อผู้แปล จึงได้มาครอบครองด้วยประการล่ะฉะนี้
.
อือ เห็นด้วยๆตรงที่อ่านมุราคามิ แล้วชอบนึกไปถึงคุณสมเถา มีอะไรบางอย่างมันวิ่งอยู่ในท้องเราในหัวเรา รู้สึกเหมือน มีหมอกมาหุ้มอยู่รอบๆตัว
ยังไงดี สรุปว่าอารมณ์มึนๆเบลอๆ โหวงๆแล้วไม่ได้เป็นแค่วันเดียวด้วยนะน่ะ
ไม่เหมือนกับตอนอ่านเรื่องสั้นฝันหวาน
เนอะ ทำให้รู้สึก จิ้ดๆในหัวใจ ^ ^
.
มุราคามิ ไม่ใช่นักเขียนที่ชอบ แต่ว่าไม่รู้ทำไมถึงได้ซื้อหนังสือเขาทุกเรื่อง ?งงมะ
รีบๆไปอ่านให้จบดีกว่า แล้วค่อยกลับมาคุยใหม่ ค่ะ

#13 By walk my own way ^^ on 2006-06-29 08:32

ใช้เวลากับเล่นนี้นานมาก
เริ่มใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 รอบ
แล้วก็ค้นพบว่า การพยายามทำความเข้าใจทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ ก็คงเหมือนกับชีวิตจริงนั่นแหละนะ บางเรื่องก็ไม่ต้องการคำอธิบาย ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปได้เอง ตามครรลองของมัน

คิดถึงจูนจ๊ะ

#14 By จอยเอง (61.19.202.46) on 2006-07-01 17:34

เย้ๆๆๆ น้าจูนนุ่นไปหาซื้อมาอ่านจนได้แล้วเพิ่งซื้อเมื่อวานนี้เองน๊ะ Eiei
ถือว่่าน้าจูนอ่านเร็วมากๆเลยน๊ะค่ะ
เพราะตอนที่นุ่นเห็นความหนาของเล่ม
ก็เกือบทรุดเหมือนกัน หุๆ
ยังไม่ทันได้เริ่มอ่านเลยน๊ะค่ะ
แต่พออ่านเสร็จแล้วจะมาเม้นต์ใหม่ อิอิ
..นุ่นจ้า

#15 By a girl ธรรมดา ~* on 2006-07-08 15:50