Pick Yourself Up : ทางออก

posted on 08 Jun 2006 13:49 by junnie  in Pick-Urself-Up

ฉันเป็นคนซับซ้อน(อยู่คนเดียวเงียบๆ)
คำจำกัดความของคำว่าซับซ้อนของฉัน
...คือการไม่แสดงออกอะไรอย่างตรงไปตรงมา
วิ่งวกไปวนมาอยู่ในโลกของความคิดของตัวเอง

...เพื่อหาทางออก

ในขณะที่ฉันกำลังเงียบ
ฉันอาจจะจะคิดเรื่องร้อยเรื่องในสมองอยู่ภายใต้หน้ายิ้มเฉยๆ
อาจจะร้องไห้อยู้ด้วยซ้ำไปในขณะที่กำลังเล่าเรื่องขบขัน
ฉันเรียกสิ่งก่อสร้างที่ฉันสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองพวกนั้นว่า"เกราะ"
แต่บางคนที่มองไปจากภายนอกกลับเรียกมันว่า"เปลือก"
คนที่อยู่ภายในโครงสร้างนั้นมองว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย
คนที่อยู่ภายนอกโครงสร้างนั้นไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่สามารถไปตรงมา
และหากเกราะเราไม่แนบเนียนพอ
...มันจะดูเหมือนเรากำลังแกล้งเป็นอะไรบางสิ่งที่เราไม่ได้เป็น

บางสิ่งที่ฉันเอามาสร้างเกราะไร้สาระสิ้นดี

จนวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าเกราะฉันหนาขึ้นเรื่อยๆ
และ"ความรัก"
...ทำให้ภายในเกราะที่ฉันรู้สึกปลอดภัยเริ่มร้อนเกินไป
กว่าจะรู้ตัว ฉันสร้างเกราะขึ้นมาหนาเกินกว่าที่จะกระเทาะมันออกจากภายใน
จากความปลอดภัยที่เคยรู้สึก....กลายเป็นการกักขังตัวเอง
ด้วยข้อแม้ ด้วยความคิด ที่ตัวเองคิดและตัดสินใจไปคนเดียว

แล้วฉันก็น้ำตาตกอยู่ในเกราะที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง

....หาทางออกไปไม่เจอ

เมื่อแรกฉันพยายามกลิ้งตัวเองในเกราะรูปไข่ไปด้านหน้า
แล้วมันก็เหมือนเป็นหนังสติ๊ก
ยิ่งฉันหนี ฉันก็ยิ่งย้อนกลับไปข้างหลังที่ไกลกว่า
ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งทรมาน

ฉันจึงลองนิ่งและพยายามขัดถูผนังจากข้างใน
ตรงส่วนที่ฉันคิดว่าบางที่สุด ผนังตรงหัวใจ
ด้วยหนังสือดีๆที่ฉันเคยอ่านผ่านไป
ด้วยภาพถ่ายของใครต่อใครที่ฉันผ่านไปพบเจอ
ด้วยหนังในแผ่นพลาสติกทั้งหมดเท่าที่ฉันมี
ด้วยการพยายามเรียบเรียงความคิดที่วกวน
...ออกมาให้เป็นระเบียบในอักษร

และเมื่อฉันนิ่งพอ ฉันก็พบว่าทางออกไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย
กุญแจทางออกอยู่ในหัวใจของฉันเอง

...ทางออก อยู่ที่ใจเรา ไม่ใช่ใจของใครเลย

.....................................

ฉันเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อคืนในกระดาษ
แปลกใจที่ตื่นมาตอนเช้าเปิดคอมพิวเตอร์เจอคำถามนี้ทิ้งไว้
...ท่าทางเราจะใจตรงกัน
โลกอินเทอร์เน็ตกว้างขวางนักสำหรับฉัน
มีหลายเรื่องที่ฉันหาคำตอบไม่ได้
หากหาคำตอบจากที่อื่นไม่ได้ ควรจะหาดูตรงที่ใจของเราเอง

เรื่องนี้เขียนขึ้นเพราะคืนหนึ่งก่อนหน้าวันนี้สักสองสามคืน
ฉันเกิดปวดท้องอย่างมากในคืนที่อยู่บ้านคนเดียว
จะว่าไม่มีใครก็ไม่ถูกนัก ในบ้านยังมีหมาสีขาวสามตัว
ที่จัดระดับฉันไว้ในระดับ"ลูกน้อง"ในสายตา
ขนาดเอาอาหารเม็ดชนิดเดียวกับที่คนอื่นให้มันทุกวัน
...พวกมันยังเอาเท้าลงไปเขี่ยในชามอาหาร
แล้วมองหน้าฉันราวถามว่า

"หล่อนมีปัญญาทำได้แค่นี้เหรอยะ"

เมื่อแรกฉันตั้งใจจะเขียนเรื่อง"บันทึก"ในเอนทรี่นี้
และฉันไปค้นไดอารี่เก่าๆของตัวเองเพื่อจะหยิบบางส่วนมาใส่ในเอนทรี่
ฉันเริ่มเขียนไดอารี่ตั้งแต่ปี 1990 เปิดอ่านแล้วขำตัวเองพิลึก
ฉันเขียนเล่าว่าอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง ละครมีเรื่องอะไรบ้าง
โกรธเพื่อนคนนั้น งอนเพื่อนคนนี้ งานกีฬาสี
แล้วฉันก็เกิดปวดท้องขึ้นมา ปวดมากขนาดที่ไม่สามารถยืดตัวได้
จะว่าไส้ติ่งอักเสบ ฉันก็ตัดไส้ติ่งทิ้งไปแล้ว
แทนที่ฉันจะคิดไปหายากินให้เป็นเรื่องเป็นราว
ฉันก็นอนปวดท้องบนเตียงและสันนิษฐานโรคให้ตัวเอง
อืม หรือฉันจะเป็นโรคของติ่งเนื้อผิดปกติในลำไส้เหมือนเพื่อนอีกคน
หรือเป็นมะเร็งลำไส้ ตายล่ะ ฉันยังไม่ได้เขียนลาผู้คนในบล็อก
...ถ้าฉันตายไป"หล่อน"จะมาเขียนไว้อาลัยให้ในบล็อกหรือเปล่านะ
เหลือบไปเห็นไดอารี่ที่วางเกลื่อนพื้น
ถ้าตายไปในสภาพนี้ ความลับในไดอารี่ต้องเปิดเผย
หรืออาจจะโดนเอามาตีพิมพ์ โอ้ว ไม่นะ
ว่าแล้วก็ค่อยกระดืบๆบนพื้น เอาไดอารี่ที่รื้อออกมาไปเก็บ
เหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือบนเตียง หรือจะโทรไปเรียกรถพยายาบาลมารับ
พร้อมกับนอนวินิจฉัยโรคตัวเองไป อืม โรคในอุ้งเชิงกรานก็ไม่น่าจะใช่
เออ รู้สึกมันจะปวดสูงจนใกล้ตรงอก

แล้วฉันก็คิดได้ว่า น่าจะปวดกระเพาะ
ปวดท้องโรคกระเพาะเป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ ฉันไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่จำได้ว่าในบ้านมียาลดกรดที่เอามาจากร้าน
...พยายามใช้ให้หมาไปหยิบแบบในหนัง
แต่กระดืบไปเองดีกว่า หมามันโง่
หยิบขวดยาขึ้นมาดื่ม(ผู้อ่านกรุณาอย่าทำตาม เราควรใช้ช้อนกินยาจ๊ะ)
อ๊าก ลืมเขย่าขวด มันจึงเป็นรสของน้ำใสๆเฝื่อนๆ
ทำไมสั่งคนไข้ที่ร้านได้ทุกวันแล้วตัวเองถึงลืมเขย่าขวดยาลดกรดก่อนกินฟะ
เขย่ายาแล้วก็ดื่มด้วยวิธีเดียวกับการดื่มโคโรน่ามะนาว
...คิดว่าน่าจะกินไปสักครึ่งขวด
เออ ค่อยยังชั่วแฮะ สงสัยเป็นเพราะกรดในกระเพาะจริงๆ
แล้วกลับไปนอนคิดต่อว่า
หนังสือที่สะสมไว้จะยกให้ใคร หนังของฉันอีกเยอะแยะ
พอไม่ปวดท้องมาก ก็มีเวลาได้วิ่งเล่นในความคิดของตัวเองได้อีก
คิดเล่นได้จนหลับไป พร้อมอาการปวดท้องที่ทุเลาลง

เลยคิดว่าควรจะเขียนเอนทรี่นี้
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขัดถูผนังเกราะของฉัน
และฉันอยากให้ใครที่มองหาทางออกไปไกลๆ
...หันมาดูใกล้ๆตัวเอง

บางที"ทางออก"ไม่ได้อยู่ที่ที่หายากเลย
และบางที"ทางออก"มองไม่เห็นด้วยตา แต่ต้องใช้หัวใจมองหา


ปล.
ฉันจะไม่คิดว่าอาการปวดกระเพาะอาหาร
เป็นการปวดแบบ"ไม่ปวดมาก"อีกต่อไปแล้วค่ะ คนไข้

Tags: escape
น้าจูน
. . ..

เป็นแบบนี้ ต้องฝึกเจ้าหมาดีๆนะคะ
เจ้ย

ต้องดูแลตัวเองให้ดีต่างหาก

เราแต่ละคนชอบสร้างกลกำแพงแสนซับซ้อน

แล้ว
เราคนสร้าง. .. ไม่เคยรู้เลยว่า
มันสูง หนา และ ลึกลับไปมากมายขนาดไหน. ..

สุดท้ายแล้ว. . ..

แก้วกำลังพยายามค่ะ
พยายามที่จะสร้าง. . .ประตู

จะลองดู แถมต้องไม่ลืมกุญแจด้วยนะคะ
อยากให้น้าจูนหายเร็วๆ จะได้ไปฝึกหมาให้หยิบและเขย่ายาให้

พวกเราเราจะได้เบาใจ

ด้วยความเคารพ
ลูกแก้ว

#1 By Ku'Keaw* on 2006-06-08 14:01

ค่ะ...
ก่อนหน้านี้เคยเปิดเผยซะทุกอย่างกับคนรอบข้าง
สุดท้ายมันย้อนกลับมาทำร้ายเรา
เลยพยายามสร้างเกราะ

ตอนนี้เกราะของกี้ก็คงจะเริ่มหนาขึ้นมาแล้ว
ไม่ได้รู้สึกร้อนนะคะ
แต่รู้สึกมืด มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใคร
จะเดินออกไปเจอผู้คน ก็มองไม่เห็นทางออก

มันมืดค่ะ น่ากลัวจัง

#2 By ??? on 2006-06-08 15:01

ทางออกอยู่ที่หัวใจเรา .. ใช่จริง ๆ แหละ

ขอเพียงแค่เราเปิดใจให้กว้างอีกซักนิด
แง้มมันออกมาอีกสักหน่อย
ค่อยๆกระเทาะเปลือกที่ห่อหุ้ม

แต่ .. เราก็ทำไม่ค่อยจะได้หรอกนะ

:-P

#3 By PeAcH_a_Ja on 2006-06-08 16:16

มีความพยยามหลายอย่างบนโลกนี้
ของมนุษย์
ที่จะหยัดยืนอยู่ในโลกอันแปลกแยก
ใบใหญ่นี้ให้มีความปลอดภัย
มั่นคงคง
หลายอย่างที่ว่า
อยู่ภายในคำไม่กี่คำนี้
กาย
วาจา
ใจ
การทำโดยตรงกับสามส่วนนี้
ทำให้มนุษย์เรารู้สึกมั่นคงขึ้น
ทางกายภาพ มนุษย์หลีกหนีเรื่องเลวร้าย
ได้เก่งกาจสามารถมากถึงขั้น
พยายามหลีกหนีความตาย
ทางวาจา เป็นด่านป้องกันตัวที่เสื่อมถอยมาก
เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง
อย่างเหมือนหมดหนทาง
ทางใจ ไม่สามารถก็หกตัวตนที่แท้จริงได้
มีเพียงการหลีกหนีเท่านั้น

การก้าวออกจากห้องแคบๆที่พอดีตัว
ประตูมีแสงลอดผ่านใต้วงกบมา
ก้าวพ้นเพียงก้าวเดียว
ยากแสนเข็ญ
หากติดอยู่ในกับดักของตัวตน

ที่อยู่ในใจ
ประตูบานนั้นจงเปิดเถิด

#4 By อากาศกวี on 2006-06-08 20:53

หล่อนจะตายไม่ได้หรอก
ตอนนี้ฉันยุ่ง ๆ อาจจะไม่มีเวลาอัพบล็อกเรื่องหล่อน 5555

#5 By no one on 2006-06-08 21:43

ชิชะ

ดิฉันรึอุตส่าห์จะยกต่างหูที่มีทั้งหมดให้"หล่อน"เลยนะเนี่ย
...ฮ่ะ ฮ่ะ สักสองร้อยคู่เห็นจะได้ แบร่ๆ

อีกนานย่ะ ฉันยังไม่ตายหรอก
ยังอยู่เป็น"ครอบครัว"กับหล่อนได้อีกนาน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองเกราะหนามาก หนาจนรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่คนรอบข้างไม่ได้สัมผัสตัวตนแท้จริงของเราเลย
สำหรับเรา เรารู้สึกว่าคนรอบตัวมีส่วนนะ
ตอนนี้เรามีเกราะบางลงบ้างเพราะเพื่อน
เพื่อนช่วยขัดเปลือกจากด้านนอก
เราก็ค่อย ๆ หาทางออกจากด้านใน
รู้สึกอย่างนั้น
...
โรคกระเพาะปวดท้องมากจริง ๆ ค่ะ
เคยเป็นแล้ว ขนาดจะนอนยังหลับไม่ลง

#7 By ระหว่างทาง on 2006-06-08 23:43

เคยคิดเหมือนกัน ว่าเวลาคนที่เขียนบล็อกเป็นประจำ แล้วอยู่ๆหายไป เขาหายไปไหนกัน

คิดเล่นๆว่าถ้าอยู่ๆเราเกิดเป็นอะไรไป (ไม่ได้แช่งตัวเองนะ) แล้วคนที่อ่านบล็อกเราจะรู้มั้ย ว่าไอ้ที่ขึ้นนสพ.หน้าหนึ่งนะ มันไอ้ peeyong นี่หว่า

ปล. มีคนบอกว่า การเรียนรู้อาการของคนไข้ที่ดีที่สุด คือเคยเจอมากับตัวเอง แต่จะให้เคยเป็นทุกอย่าง ขอผ่านก่อนดีกว่าครับ

#8 By PeeYong \-_-> on 2006-06-09 00:10

เวลาป่วยทำไมต้องอยู่คนเดียวก็ไม่รู้ เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้งเลยเนอะ จริงๆแล้วน้องหมาก็ช่วยได้จริงๆนะเพียงแค่ต้องการการฝึกฝนนิดหน่อย
แกงค์ด้อก ของเรา สามารถนวดได้
งงใช่มั้ยล่า
ง่ายมากๆ เพียงแค่เรานอนคว่ำลงเท่านั้น
เท้าน้อยๆของน้องหมา ก็พร้อมจะเหยียบย่ำไปที่แผ่นหลังของเรา สบายมากกกกก ด้วยน้ำหนักตัวที่พอดิบพอดี ผสมผสานกับจังหวะการย่ำที่ชำนาญการ อาการปวดหล้งของคุณก็จะดีขึ้น จริงๆนะ ซาร่า
เปลี่ยนจากหมอนวด มาเป็นหมานวด ก็เท่านั้น ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ของคุณกับน้องหมาอีกด้วย
ปล.ควรเป็นน้องหมาตัวเล็ก เซนต์เบอรนารด ลาบาดอร นี่ไม่ควร อาจตายได้



ขอให้ความป่วยไข้ทั้งหลายจงออกไป ออกไป เดี๋ยวนี้

อีกนิด ฉันมีเพื่อนที่เป็นหมอคนนึง มีอยู่ช่วงนึงมันปวดท้องมาก กินยาอะไรก็ไม่หาย เลยแก้ปัญหาด้วยการ ทำน้ำมนต์กินเอง
แล้วมันก็หายด้วย เออ

#9 By walk my own way ^^ on 2006-06-09 08:47

เพื่อนเภสัชอีกคนของฉันบอกว่าโรคกระเพาะอาหารรักษาไม่ยาก
ใช้แค่ดอกไม้ ธูปเทียน แล้วไปสาบานหน้าพระว่า
....ต่อไปนี้หนูจะกินข้าวให้ตรงเวลาค่ะ
ถ้ากินข้าวไม่เป็นเวลาขอให้มีอันเป็นไป

เอิ๊กๆๆ จะหายมั้ยเนี่ย
ฉันเรียกสิ่งนั้นว่ากำแพง

#11 By Backpacker on 2006-06-09 17:08

อืม

#12 By ยีน (203.113.34.10) on 2006-06-10 22:46