สวัสดีนุ่น

ผ่านช่วง movies mania มาได้อย่างหัวเราะร่าน้ำตาริน
...ช่วงนี้มาหวนอดีตกันเถิด
เอ็กทีนไปเที่ยว น้าจูนค้นหนังสือมาอ่านเยอะเชียว

หนึ่งในจำนวนหลายเล่มที่อ่านนั้น
มีอยู่หนึ่งเล่มที่น้าจูนอ่านแล้วอ่านอีกได้อย่างไม่รู้เบื่อ
หนังสือเล่มหนาอย่างที่นวนิยายควรจะเป็นอย่าง
"น้ำใสใจจริง"
เมื่อนุ่นเห็นความหนาอย่าเพิ่งขยาด
จะบอกให้ว่าเห็นหนาอย่างนั้น จะวางไม่ลงเอาเชียว
...น้าจูนว่านุ่นคงเกิดทันในสักช่วงที่หนังสือเล่มนี่ถูกหยิบมาทำเป็นละคร
เพราะสำหรับช่วงอายุน้าจูนแล้ว
หนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาทำเป็นละครไปแล้วถึงสองรอบ

หยิบบางตอนของคำนำซึ่ง "ว.วินิจฉัยกุล" รจนาไว้มาฝาก
และบอกได้ว่านวนิยายเล่มนี้
เป็นมากกว่านวนิยายธรรมดาๆเล่มหนึ่ง
บางที อาจจะเป็นบันทึกชีวิตบางช่วงของผู้เขียน
อย่างจดหมายถึงนุ่นที่น้าจูนก็แอบเอาชีวิตตัวเองมาซ้อนไว้อย่างเนียนๆก็เป็นได้
(ศัพท์วัยรุ่นคำนี้น้าจูนชอบใจนัก)

"น้ำใสใจจริง มีพื้นฐานจากประสบการณ์ชีวิต
เมื่อครั้งผู้เขียนเรียนจบปริญญาตรีได้เพียง 2-3 เดือน
ได้ไปสอนหนังสืออยู่ในวิทยาเขตภูมิภาคที่เพิ่งเปิดใหม่
เผชิญสิ่งแปลกใหม่หลายอย่างในยุคนั้น
อย่างยากที่จะหาประสบการณ์ใดเทียบเคียงได้
....................................................
....25ปีก่อนเป็นเวลาของความรื่นรมณ์
แม้ว่าหลายคนเพิ่งจะมาหัวเราะออก หลังจากนั้นอีกหลายปีก็ตาม"

น้าจูนชอบชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของตัวเองนัก
แม้ว่าจะต้องเรียนในคณะที่สอนแต่เรื่องยากๆที่ไม่ชอบเรียน
มีบางคนถามว่าหากน้าจูนย้อนเวลาได้
คิดอยากเปลี่ยนไปเรียน คณะวารสารศาสตร์ ที่เคยสอบได้ไหม

ไม่หรอก ถึงแม้น้าจูนย้อนเวลาได้ น้าจูนก็ยังเลือกที่จะเข้าเรียนที่เดิม
เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นมีค่ามหาศาลสำหรับชีวิต
เพื่อน ครู คณะ และวิชาที่เรียนหล่อหลอมน้าจูนให้เป็นน้าจูน
...คนที่กำลังเขียนจดหมายถึงนุ่น
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นทำเนียบศิษย์เก่าดีเด่น แต่คิดว่าน่าจะเป็นศิษย์เก่าที่พอใช้ได้

ชีวิตในคณะเภสัชศาสตร์ในช่วงปีแรก เราเรียนร่วมกับคณะอื่นๆ
ทั้งแพทย์ เภสัช ทันตะ และพยาบาล
วิชาเรียนก็จะเป็นวิชาพื้นฐานที่เหมือนๆกัน
เด็กปีหนึ่งทุกคน จะพักหอในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่

น้าจูนผู้ไม่เค้ย ไม่เคยจากบ้านไปไหน ต้องมาอยู่หอพัก
น่าขันที่ทางบ้านแห่กันไปส่งราวว่าหาดใหญ่-สงขลา
...ระยะทางไกลเท่าเชียงใหม่ ทั้งที่มันก็แค่ 30 กิโล
แถมพ่อยังทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและขับรถไปกลับบ้านทุกวันอีกต่างหาก

อันดับแรก น้าจูนกลัวผีมาก
ที่ไหนที่ไม่ใช่บ้านมักจะมีผีตามความเชื่อของน้าจูน
ยันต์เป็นสิ่งจำเป็นมาก เมื่อแรกน้าจูนติดยันต์ทั้งประตูหน้าห้องและประตูหลังห้อง
แต่รูมเมทเกิดทักขึ้นมาว่าแล้วผีมันจะหนีไปทางไหน

เออ จริงของมัน เกิดผีติดอยู่ในห้อง
ออกประตูหน้าก็ไม่ได้ออกประตูหลังก็ไม่ได้
..ซวยละสิทีนี้

ห้องของน้าจูนอยู่ในหอ 3-4 หอพักเก่าๆที่บรรยากาศน่ากลัวนัก
หลังจากตริตรองดูแล้วห้องน้าจูนอยู่ชั้นสี่กรณีที่ผีจะจู่โจมจากประตูหลังห้องพักน่าจะยาก
แถมโชคดีที่ได้รูมเมทที่กลัวผีมากกว่าน้าจูนเข้าไปอีก
ทำให้ไม่ต้องระวังอะไรมากเพราะเธอจะกลัวผีมากกว่าน้าจูนเสมอ
แม้บางวันเราจะโดนหลอกโดย"ผีไม้แขวนเสื้อ"ที่โดนลมแล้วแกว่งมาตีหน้าต่าง
...ให้ต้องย้ายมานอนเตียงเดียวกันแบบเบียดๆ
กว่ารูมเมทคนอื่นจะกลับมาและออกไปดูว่ามันคืออะไรกันแน่

โชคดีที่ปีแรกของน้าจูน ได้เพื่อนร่วมหอดีๆและแปลกๆหลายคน
ทำให้การปรับตัวเป็นชาวหอพักไม่ยากนัก
บางวันหยุดสัปดาห์น้าจูนก็ไม่กลับบ้านเสียอย่างนั้นเพราะติดเล่นสนุกกับเพื่อน

แถมหน้าหอพักยังเป็นโรงอาหารย่อมๆที่เราลงไปกินวันละหลายๆรอบ
โรงอาหารนั้นมีชื่อเล่นว่า"โรงช้าง"
เพราะทำให้ผู้หญิงหอสามสี่รูปร่างพ่วงพีขึ้นทุกวันๆหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
แต่เราก็กินกันอย่างเพลิดเพลินเสมอ

และ"โรงช้าง"ก็เป็นมากกว่าโรงช้างที่เป็นโรงอาหารยามดึก
เพราะบางครั้งเราก็มานั่งแหล่ๆหนุ่มๆเมื่อตอนเย็น
ซึ่งบางหนุ่มนั้น ได้ดูและแทะโลมด้วยสายตา
...แล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาเสียหน่อยก็ฝันหวานได้
ถ้ามากับเพื่อนที่ปากกล้าหน่อยอาจจะมีแซวแถม
ยิ่งถ้ารุ่นพี่ที่สนิทกันเดินผ่านก็จะมีการออดอ้อนให้เลี้ยงขนมปัง
และบางครั้งโรงช้างก็เป็นมากกว่าห้องประชุม เอาเรื่องงานมาถกกันต่อ
เป็นห้องจัดเลี้ยงหลังเลิกกีฬา
เป็นที่เดทครั้งแรกของหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย

น่าเสียดายที่เราเก็บไว้ได้แต่ภาพโรงช้างในความทรงจำเก่าๆ
เพราะเมื่อมันปรับปรุงใหม่ มันก็กลายเป็นแท่งคอนกรีตธรรมดา
...ไม่ใช่สถานที่แห่งความทรงจำและไม่มีนกมาคอยขี้ใส่ให้คอบหลบอีกแล้ว

เชื่อไหมว่า เพื่อนของน้าจูนคนหนึ่งตกลงเป็นแฟนกับเพื่อนอีกคน
..เพราะผู้ชายไม่รังเกียจที่จะค่อยๆเช็ดขี้นกบนผมเธอเมื่อเดทแรก
เอาน้ำชุบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองค่อยๆเช็ดซ้ำตรงรอยขี้นก

สถานที่บางสถานที่ที่น้าจูนรัก
...โดนฆาตกรรมโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

เมื่อบรรพกาล
คณะของน้าจูนมีป่าล้อมรอบสองด้านและมีถนนเล็กๆตัดผ่านอีกสองด้าน
ต่อมาคณะสิ่งแวดล้อมก็ถากถางป่าด้านหน้าเป็นตึกสูงตระหง่าน
เราเลยเหลือป่าเล็กๆอย่างสวนสมุนไพรที่ลือกันว่ามีงูเห่า(ที่ไม่มีใครเห็นตัวจริง)อยู่ด้านเดียว

เวลาเราจัดงานเลี้ยง หาก"บ่อกุ้ง"หรือสนามกลางคณะไม่เละมากเราก็จะจัดกันที่นั่น
แต่ถ้าบ่อกุ้งมันแฉะ งานก็จะจัดที่ลานจอดรถหน้าคณะ
งานเล็กๆแบบที่ช่วยกันจัดเองในคณะ

ในคืนวันเลี้ยงส่ง ที่น้องๆในคณะจัดให้พี่ปีสุดท้าย
เรานั่งกลางสนาม"บ่อกุ้ง"และน้ำตาไหลไปด้วยกัน
หัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อเอารูปเพื่อนมีขึ้นจอโปรเจ็คเตอร์
ร้องไห้ทั้งคนโดนแซว และคนแซวคนอื่น
จำได้ว่า คืนนี้ฟ้ากระจ่างดาว ยิ่งดึกก็ยิ่งมืด
...แล้วเราก็เห็นดาวตกด้วยกัน

ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหม
ที่ ว.วินิจฉัยกุลเล่าเรื่องที่เธอไปทำงานไม่นานได้ยาวเป็นนวนิยายเล่มใหญ่
เพราะน้าจูนที่คิดจะเล่าเล่นๆเป็นจดหมาย
ยังเล่ามาเสียยาวยืดขนาดนี้

แม้คิดว่าคงเป็นสักหนึ่งในร้อยในรอยจำ

อ่านเถิดนุ่น หากหนูต้องการความรื่นรมณ์ของชีวิต
แต่ถ้าไม่อยากอ่านในตอนนี้ เก็บไว้อ่านตอนเรียนจบปริญญาตรีก็ได้
...เพราะถึงตอนนั้น นอกจากหัวเราะกับเรื่องขำๆในหนังสือแล้ว
นุ่นอาจจะต้องน้ำตาซึมด้วยความคิดถึง "วัยฝันวันเยาว์" ของตัวเองเหมือนน้าจูนก็ได้

มันเป็นน้ำตาของความรื่นรมณ์แห่งชีวิตจ๊ะ

น้าจูน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

นึกถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา

มักจะมีน้ำตาแห่งความรื่นรมณ์เสมอเลยค่ะ
วินาทีที่อ่านเอนทรี่นี้ก็เช่นกัน
คิดถึงจังวันวาน...

#1 By ??? on 2006-05-29 22:53

กลับมาเถอะวันวาน
...
ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ค่ะ
แต่เคยดูที่เอามาทำเป็นละคร
จำได้ว่าชอบอยู่เหมือนกัน
แต่ไว้คงต้องหาหนังสือมาอ่านบ้าง
...
เป็นอีกคนที่ชอบฝันหวานถึงเรื่องเก่า ๆ ยิ่งเรื่องสมัยเรียนมหา'ลัยยิ่งไม่เคยพ้น
มีประสบการณ์ดี ๆ มากมายเกิดขึ้นที่นั่น
ทั้งกับสถานที่ กับผู้คน
บางเรื่องนึกไปขำไป แต่หลายเรื่องก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาดื้อ ๆ ก็มันคิดถึงนี่
ถึงเราจะได้เจอเพื่ออยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยมีวันไหนกลับไปเหมือนวันนั้นอีก
เราเพิ่งได้ข่าวจากรุ่นน้องไม่นานว่าตึกโทรม ๆ ของคณะที่มีอยู่ตึกเดียวกำลังจะโดนทุบทิ้ง
ยังไม่รู้ว่าจะจริงแค่ไหน
แต่ใจไม่ดีเลยค่ะ

#2 By ระหว่างทาง on 2006-05-30 00:38

ไว้ว่างๆๆจะมาอ่านะคะ
ยาวอ่ะ
หุหุ

เคยดูแต่ไม่เคยอ่านอ่ะ

#3 By -teacher-aorr- on 2006-05-30 08:06

กลับมาจากการพักฟื้นฮะหม่ะ

อยากนอน อยากนอน แต่พอกลับไปนอนจริงๆก็เหมือนเดิม สงสัยอาการนอนไม่หลับนี่ต้องได้รับการบำบัด

แต่ก็ดีที่ตื่นมาแล้วไม่รู้สึกง่วงมากเหมือนเมื่อวาน

ไม่เคยอ่านหรอกครับเรื่องนี้ ก็คงเหมือนเวลาในขวดแก้ว ที่พอถูกทำเป็นละครแล้วก็ไม่อยากจะดู

ไม่เหมือนคู่กรรมที่ต่อให้ทำเป็นละครกี่รอบๆก็ยังอยากอ่านเองอยู่นั่นแหละ

ก็นั่นแหละนะครับที่ บางอย่างก็พิเศษและต่างออกไป

ผมเริ่มดีขึ้น แม้จะรู้สึกแปลกๆกับการเปลี่ยนแปลงกระทันหันอยู่บ้าง

แต่ก็แปลกดี เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางเลวร้าย เรากลับทำใจยอมรับมันได้ ทนอยู่กับมันได้

แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีๆ

กลับกลายเป็นว่าเรากลับหวาดกลัวหลายอย่างไปซะอย่างนั้น

ผมจะเขียนจดหมายรักนะครับ

แวะไปอ่าน เพิ่งคิดได้ และคิดถึงหม่ะด้วย

วันสองวันนี้ถ้าติดต่อทางมือถือไม่ได้อย่าแปลกใจนะครับ

เพื่อนกลับเชียงราย ที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์มีอันเดียว เพื่อนเอาไปแล้ว

555+

หัวเราะอย่างจริงใจ แม้ไม่ยิ้มกว้างก็ไม่เป็นไร ก็ไม่อยากโกหกนิ

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง

วันนี้พิมพ์ไทยได้ ไว้หลังรามือจากงานจะไปพิมพ์ตอบเรื่องของทินกร ที่ผมชอบนะครับ

รักษาใจนะครับหม่ะ

#4 By เบน (124.121.185.235) on 2006-05-30 08:08

ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่เคยอ่านหนังสือหรอก

ชอบตั้งแต่ที่เป็นละคร .. ที่ นัท มีเรีย เล่นคู่กับ เต๋า สมชาย
มันก็น่าแปลก ที่ฉันประทับใจคู่ที่เป็นพระรอง-นางรองนี้มากกว่าพระเอก-นางเอก
อาจเป็นเพราะฉันชอบการต่อสู้ก็เป็นได้ :-P

คิดถึงเรื่องในรั้วมหาวิทยาลัย . .มันมีเรื่องราวมากมายจริงๆ
ยังไม่รวมเรื่องราวสมัยวัยรุ่นคอซอง ยันมัธยมปลาย
นึกถึงทีไรก็ไม่เบื่อ .. นั่งยิ้มได้เป็นวัน วัน

จะว่าแก่รึ .. คงไม่ใช่ (มั้ง !!!)

:-P

#5 By PeAcH_a_Ja on 2006-05-30 09:27

4 ปีในรั้วมหาลัย
เขียนบรรยายได้ยาวเป็นเล่มเลยครับ

ทุกครั้งที่กลับไปที่คณะ ก็จะต้องพบกับสิ่งแปลกใหม่
แต่ซึ่งอาจจะไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเดิม
แต่อย่างน้อย เราก็จะยังมีภาพเก่าๆ ซ้อนทับอยู่เสมอ
จริงไหมครับ

#6 By AkE on 2006-05-30 11:16

เชื่อว่าทุกคนคงมีประสบการณ์ดีๆตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็ด้วยคนนึงครับ

#7 By PeeYong \-_-> on 2006-05-30 11:42

มะค่อยจะอยากมีส่วนร่วมในหัวข้อนี้เท่าไหร่ เดี๋ยวใครๆรู้ว่าสูงอายุ
แต่จริงๆเลยน๊า คิดถึงตอนเรียน สมัย
ยังสาวน้อยนุ่งชุดนักศึกไปเรียน แก่นเซี้ยว เปรี้ยวซ่า~~ ...................
ถึงตอนนี้ห่างไกลจากคำว่า สาวน้อย แต่ ความแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแม้แต่น้อย .
คุณน้าจูนเจ้าคะ มีร้านอาหาร+ขนม+เครื่องดื่ม แนะนำมั้ยเคอะ จะไปทัศนศึกษาที่ภูเก็ดนิดหน่อยน่ะคะ

#8 By walk my own way ^^ on 2006-05-30 14:35

เมื่อแรกคิดว่าช่างยาว
แต่พอเริ่มอ่านก็หยุดไม่ได้
คิดถึงชีวิตสมัยเรียน (ที่ผ่านมาไม่กี่ปี)
คิดถึงตึกคณะเน่าๆ
นอนอืดกันเกลื่อนที่หน้าคณะ ทั้งหญิงและชาย (อันมาจากอดนอนปั่นโปรเจค)
คิดถึงบันไดหน้าคณะที่นั่งปักหลักกันแซวหมด ทั้งหญิงชาย
คิดถึงเทศกาลของขวัญ ที่จัดบ้างไม่จัดบ้างแล้วแต่อารมณ์ประธานรุ่น
คิดถึง.........
ว่าแล้ว ก็สมควรแก่เวลาจัดเทศกาลเมามาย
สุขใดเล่าจะเท่าร่ำสุรากับสหายที่รู้ใจ


เรื่องนี้ได้ชมแต่ละครครับ
2 ครา ช่อง 7 กับช่อง 3
ตีความกันออกมาต่างกัน
แต่ก็น่ารักดี และน่าประทับใจทั้งคู่ครับ!
ก็อย่างที่คุณว่าแหละค่ะ ตอนเด็กๆก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่เล่นมันทั้งวัน เจ็บนิ้วแค่ไหนก็ทนได้
มาถึงตอนนี้ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนนั้นซักเท่าไหร่ อยากได้ความรุสึกแบบเก่ากลับคืนมาจัง เมื่อนั้นคงเล่นได้ดีกว่าตอนนี้ที่เป็นอยู่

จดหมายที่คุณเขียนยังคงประทับใจเหมือนเดิมอ่านแล้วให้นึกถึงวันวานที่
ผ่านมา ไม่ใช่ช่วงเวลาที่อยู่มหาลัย
แต่เป็นตอน ม.ต้น เพราะช่วงเวลาม.ปลายและมหาลัยของฉันมันหายไปกับการทำงานเลี้ยงตัวเองทั้งสิ้น จริงๆก็เสียดายอยู่ แต่ก็ไม่เสียใจเพราะมันก็แลกกับประสบการณ์ชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้
จำได้ว่าช่วงเวลานั้น ฉันมีความสุขที่สุด
ในชีวิตเลยก็ว่าได้ ทุกวันนี้ก็ยังดีใจที่
เพื่อนๆทุกคนในตอนนั้นยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่บ่อย แต่เมื่อมาเจอกันทีไรก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในตอนนั้นทุกที มีความสุขจริงๆค่ะ

#10 By *บลาสต์ on 2006-05-30 17:37

อนาคตจะเป็นยังไงนุ่นยังไม่รู้เลยค่ะ
นุ่นอยากเอนท์วารสารจังหึๆ
ดีใจน๊ะค่ะที่น้าจูนกลับมาเขียนบล็อกใหม่
เสียดายที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่เอนทรี่แรกของน้าจูน คอมเกิดเสียกระทันหัน
และดีใจมากที่น้าจูนเอานุ่นมาร่วมกะการเขียนบล็อกของน้าจูน

#11 By a girl ธรรมดา ~* on 2006-05-30 18:33

แต๊งกิ้วงามๆ
แต่ว่า ว่าเดินหามั่วๆซั่วๆเอาท่าจะรุ่งกว่า อ๊ะป่าว ไม่แน่ใจ คราวที่แล้วตอนไปเดินเล่นแถวๆตึก ชิโน...
จำได้ว่าหลงไปมา ไปมา ก็มาโผล่ที่ร้านเพื่อนคุณ แหละ 3 -4รอบท่าจะได้ ...หึสงสัยผีจะหลอกตอนกลางวัน( หลงเองโทษผีสางอีก )แต่ไม่ได้เข้าไปลองนั่งเพราะรู้สึกไปเองว่า
ไม่นะ ทำไมชั้นต้องยอมแพ้ต่อโชคชะตา มันต้องมีร้านอื่นอีกเซ่ ว่าแล้วก็เดินต่อไปจนหลุดออกมาได้ ไปเจอร้านสีฟ้าน่ารัก คาเฟ อะไรซักอย่าง กินมอคค่าเย็น กะ คัพเค้ก ใช้ได้ๆเหมือนกัน ซึ่งร้านนี้ก็ผ่านไปมา หลายรอบเหมือนกัน แต่ เอวัง ด้วยความเหนื่อยอ่อนจึงยอมแพ้สังขาร - "-
อ๊ะ ตกลงมาทำไมน่ะ
ขอบคุณอีกทีนะเอง คุณน้าจูนใจดีจริงๆค่ะ

#12 By walk my own way ^^ on 2006-05-30 20:52