จดหมายฉบับที่ 15 : น้ำใสใจจริง
posted on 29 May 2006 22:13 by junnie in Thai-books
สวัสดีนุ่น
ผ่านช่วง movies mania มาได้อย่างหัวเราะร่าน้ำตาริน
...ช่วงนี้มาหวนอดีตกันเถิด
เอ็กทีนไปเที่ยว น้าจูนค้นหนังสือมาอ่านเยอะเชียว
หนึ่งในจำนวนหลายเล่มที่อ่านนั้น
มีอยู่หนึ่งเล่มที่น้าจูนอ่านแล้วอ่านอีกได้อย่างไม่รู้เบื่อ
หนังสือเล่มหนาอย่างที่นวนิยายควรจะเป็นอย่าง
"น้ำใสใจจริง"
เมื่อนุ่นเห็นความหนาอย่าเพิ่งขยาด
จะบอกให้ว่าเห็นหนาอย่างนั้น จะวางไม่ลงเอาเชียว
...น้าจูนว่านุ่นคงเกิดทันในสักช่วงที่หนังสือเล่มนี่ถูกหยิบมาทำเป็นละคร
เพราะสำหรับช่วงอายุน้าจูนแล้ว
หนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาทำเป็นละครไปแล้วถึงสองรอบ
หยิบบางตอนของคำนำซึ่ง "ว.วินิจฉัยกุล" รจนาไว้มาฝาก
และบอกได้ว่านวนิยายเล่มนี้
เป็นมากกว่านวนิยายธรรมดาๆเล่มหนึ่ง
บางที อาจจะเป็นบันทึกชีวิตบางช่วงของผู้เขียน
อย่างจดหมายถึงนุ่นที่น้าจูนก็แอบเอาชีวิตตัวเองมาซ้อนไว้อย่างเนียนๆก็เป็นได้
(ศัพท์วัยรุ่นคำนี้น้าจูนชอบใจนัก)
"น้ำใสใจจริง มีพื้นฐานจากประสบการณ์ชีวิต
เมื่อครั้งผู้เขียนเรียนจบปริญญาตรีได้เพียง 2-3 เดือน
ได้ไปสอนหนังสืออยู่ในวิทยาเขตภูมิภาคที่เพิ่งเปิดใหม่
เผชิญสิ่งแปลกใหม่หลายอย่างในยุคนั้น
อย่างยากที่จะหาประสบการณ์ใดเทียบเคียงได้
....................................................
....25ปีก่อนเป็นเวลาของความรื่นรมณ์
แม้ว่าหลายคนเพิ่งจะมาหัวเราะออก หลังจากนั้นอีกหลายปีก็ตาม"
น้าจูนชอบชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของตัวเองนัก
แม้ว่าจะต้องเรียนในคณะที่สอนแต่เรื่องยากๆที่ไม่ชอบเรียน
มีบางคนถามว่าหากน้าจูนย้อนเวลาได้
คิดอยากเปลี่ยนไปเรียน คณะวารสารศาสตร์ ที่เคยสอบได้ไหม
ไม่หรอก ถึงแม้น้าจูนย้อนเวลาได้ น้าจูนก็ยังเลือกที่จะเข้าเรียนที่เดิม
เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นมีค่ามหาศาลสำหรับชีวิต
เพื่อน ครู คณะ และวิชาที่เรียนหล่อหลอมน้าจูนให้เป็นน้าจูน
...คนที่กำลังเขียนจดหมายถึงนุ่น
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นทำเนียบศิษย์เก่าดีเด่น แต่คิดว่าน่าจะเป็นศิษย์เก่าที่พอใช้ได้
ชีวิตในคณะเภสัชศาสตร์ในช่วงปีแรก เราเรียนร่วมกับคณะอื่นๆ
ทั้งแพทย์ เภสัช ทันตะ และพยาบาล
วิชาเรียนก็จะเป็นวิชาพื้นฐานที่เหมือนๆกัน
เด็กปีหนึ่งทุกคน จะพักหอในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่
น้าจูนผู้ไม่เค้ย ไม่เคยจากบ้านไปไหน ต้องมาอยู่หอพัก
น่าขันที่ทางบ้านแห่กันไปส่งราวว่าหาดใหญ่-สงขลา
...ระยะทางไกลเท่าเชียงใหม่ ทั้งที่มันก็แค่ 30 กิโล
แถมพ่อยังทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและขับรถไปกลับบ้านทุกวันอีกต่างหาก
อันดับแรก น้าจูนกลัวผีมาก
ที่ไหนที่ไม่ใช่บ้านมักจะมีผีตามความเชื่อของน้าจูน
ยันต์เป็นสิ่งจำเป็นมาก เมื่อแรกน้าจูนติดยันต์ทั้งประตูหน้าห้องและประตูหลังห้อง
แต่รูมเมทเกิดทักขึ้นมาว่าแล้วผีมันจะหนีไปทางไหน
เออ จริงของมัน เกิดผีติดอยู่ในห้อง
ออกประตูหน้าก็ไม่ได้ออกประตูหลังก็ไม่ได้
..ซวยละสิทีนี้
ห้องของน้าจูนอยู่ในหอ 3-4 หอพักเก่าๆที่บรรยากาศน่ากลัวนัก
หลังจากตริตรองดูแล้วห้องน้าจูนอยู่ชั้นสี่กรณีที่ผีจะจู่โจมจากประตูหลังห้องพักน่าจะยาก
แถมโชคดีที่ได้รูมเมทที่กลัวผีมากกว่าน้าจูนเข้าไปอีก
ทำให้ไม่ต้องระวังอะไรมากเพราะเธอจะกลัวผีมากกว่าน้าจูนเสมอ
แม้บางวันเราจะโดนหลอกโดย"ผีไม้แขวนเสื้อ"ที่โดนลมแล้วแกว่งมาตีหน้าต่าง
...ให้ต้องย้ายมานอนเตียงเดียวกันแบบเบียดๆ
กว่ารูมเมทคนอื่นจะกลับมาและออกไปดูว่ามันคืออะไรกันแน่
โชคดีที่ปีแรกของน้าจูน ได้เพื่อนร่วมหอดีๆและแปลกๆหลายคน
ทำให้การปรับตัวเป็นชาวหอพักไม่ยากนัก
บางวันหยุดสัปดาห์น้าจูนก็ไม่กลับบ้านเสียอย่างนั้นเพราะติดเล่นสนุกกับเพื่อน
แถมหน้าหอพักยังเป็นโรงอาหารย่อมๆที่เราลงไปกินวันละหลายๆรอบ
โรงอาหารนั้นมีชื่อเล่นว่า"โรงช้าง"
เพราะทำให้ผู้หญิงหอสามสี่รูปร่างพ่วงพีขึ้นทุกวันๆหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
แต่เราก็กินกันอย่างเพลิดเพลินเสมอ
และ"โรงช้าง"ก็เป็นมากกว่าโรงช้างที่เป็นโรงอาหารยามดึก
เพราะบางครั้งเราก็มานั่งแหล่ๆหนุ่มๆเมื่อตอนเย็น
ซึ่งบางหนุ่มนั้น ได้ดูและแทะโลมด้วยสายตา
...แล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาเสียหน่อยก็ฝันหวานได้
ถ้ามากับเพื่อนที่ปากกล้าหน่อยอาจจะมีแซวแถม
ยิ่งถ้ารุ่นพี่ที่สนิทกันเดินผ่านก็จะมีการออดอ้อนให้เลี้ยงขนมปัง
และบางครั้งโรงช้างก็เป็นมากกว่าห้องประชุม เอาเรื่องงานมาถกกันต่อ
เป็นห้องจัดเลี้ยงหลังเลิกกีฬา
เป็นที่เดทครั้งแรกของหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย
น่าเสียดายที่เราเก็บไว้ได้แต่ภาพโรงช้างในความทรงจำเก่าๆ
เพราะเมื่อมันปรับปรุงใหม่ มันก็กลายเป็นแท่งคอนกรีตธรรมดา
...ไม่ใช่สถานที่แห่งความทรงจำและไม่มีนกมาคอยขี้ใส่ให้คอบหลบอีกแล้ว
เชื่อไหมว่า เพื่อนของน้าจูนคนหนึ่งตกลงเป็นแฟนกับเพื่อนอีกคน
..เพราะผู้ชายไม่รังเกียจที่จะค่อยๆเช็ดขี้นกบนผมเธอเมื่อเดทแรก
เอาน้ำชุบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองค่อยๆเช็ดซ้ำตรงรอยขี้นก
สถานที่บางสถานที่ที่น้าจูนรัก
...โดนฆาตกรรมโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
เมื่อบรรพกาล
คณะของน้าจูนมีป่าล้อมรอบสองด้านและมีถนนเล็กๆตัดผ่านอีกสองด้าน
ต่อมาคณะสิ่งแวดล้อมก็ถากถางป่าด้านหน้าเป็นตึกสูงตระหง่าน
เราเลยเหลือป่าเล็กๆอย่างสวนสมุนไพรที่ลือกันว่ามีงูเห่า(ที่ไม่มีใครเห็นตัวจริง)อยู่ด้านเดียว
เวลาเราจัดงานเลี้ยง หาก"บ่อกุ้ง"หรือสนามกลางคณะไม่เละมากเราก็จะจัดกันที่นั่น
แต่ถ้าบ่อกุ้งมันแฉะ งานก็จะจัดที่ลานจอดรถหน้าคณะ
งานเล็กๆแบบที่ช่วยกันจัดเองในคณะ
ในคืนวันเลี้ยงส่ง ที่น้องๆในคณะจัดให้พี่ปีสุดท้าย
เรานั่งกลางสนาม"บ่อกุ้ง"และน้ำตาไหลไปด้วยกัน
หัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อเอารูปเพื่อนมีขึ้นจอโปรเจ็คเตอร์
ร้องไห้ทั้งคนโดนแซว และคนแซวคนอื่น
จำได้ว่า คืนนี้ฟ้ากระจ่างดาว ยิ่งดึกก็ยิ่งมืด
...แล้วเราก็เห็นดาวตกด้วยกัน
ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหม
ที่ ว.วินิจฉัยกุลเล่าเรื่องที่เธอไปทำงานไม่นานได้ยาวเป็นนวนิยายเล่มใหญ่
เพราะน้าจูนที่คิดจะเล่าเล่นๆเป็นจดหมาย
ยังเล่ามาเสียยาวยืดขนาดนี้
แม้คิดว่าคงเป็นสักหนึ่งในร้อยในรอยจำ
อ่านเถิดนุ่น หากหนูต้องการความรื่นรมณ์ของชีวิต
แต่ถ้าไม่อยากอ่านในตอนนี้ เก็บไว้อ่านตอนเรียนจบปริญญาตรีก็ได้
...เพราะถึงตอนนั้น นอกจากหัวเราะกับเรื่องขำๆในหนังสือแล้ว
นุ่นอาจจะต้องน้ำตาซึมด้วยความคิดถึง "วัยฝันวันเยาว์" ของตัวเองเหมือนน้าจูนก็ได้
มันเป็นน้ำตาของความรื่นรมณ์แห่งชีวิตจ๊ะ
น้าจูน
มักจะมีน้ำตาแห่งความรื่นรมณ์เสมอเลยค่ะ
วินาทีที่อ่านเอนทรี่นี้ก็เช่นกัน
คิดถึงจังวันวาน...
#1 By ??? on 2006-05-29 22:53