จดหมายฉบับที่ 7 : จักรยานแดงในรั้วเขียว
posted on 11 May 2006 21:56 by junnie in Thai-books
สวัสดีนุ่น
ช่วงนี้น้าจูนเขียนจดหมายหานุ่นไม่บ่อยนัก
ด้วยทำเลร้านยาที่ทำงานอยู่ท่ามกลางสถานศึกษา
เริ่มมีบางโรงเรียนบางมหาวิทยาลัยเปิดเรียนแล้ว
...ที่ร้านคนก็เดินเข้าเดินออกทั้งวัน จนขี้เกียจกวาดขยะ
สงขลาเป็นเมืองชายทะเล
ฝุ่นจึงเป็นฝุ่นทรายเม็ดละเอียดที่ดูเหมือนไม่สกปรกแต่น่ารำคาญเวลามือสัมผัส
(ส่วนคนพวกนั้นซื้อหรือไม่ซื้อของหรือยานั่นเป็นอีกเรื่อง
...แต่น้าจูนชอบเด็กๆ ชอบตอบคำถามที่น่าสนใจพวกนั้น)
อาจจะไม่ค่อยมีเวลานั่งนิ่งๆ ค้นหาอ่านหนังสือมาเล่าให้นุ่นฟังสักเท่าไหร่
แต่วันนี้เจอเล่มนี้มาแล้วชอบใจ จำไม่ได้ว่าอ่านซ้ำมากี่รอบแล้ว
เพียงแต่เมื่อดูหนังที่สร้างจากหนังสือเล่มนี้จบ
...ทำเอาใจหายจนไม่กล้าหยิบมาอ่านซ้ำอีก
สงสารตัวหนังสือที่นิสัยเหมือนผู้ชายฉลาดๆแต่แกล้งทำเป็นขำของ "ดำรงค์ อารีกุล"
เปิดเทอมใหญ่ปีที่แล้ว
จำได้ว่ามีข่าวใหญ่เรื่องการรับน้องมหาโหด รับน้องลามก
....จนในที่สุดต้องสั่งยกเลิกระบบรับน้องทั้งหมด
ใจหนึ่งน้าจูนก็ชอบใจ เพราะไม่ชอบเวลาใครบังคับใคร
แต่อีกใจก็เสียดาย...เสียดายที่เรื่องน่ารักแกมโหดๆ
แบบที่น้าจูนเคยประสบสมัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
น้าจูนตอนปีหนึ่งเป็นเด็กเหม่อๆเบลอๆที่เดินไปเรียนทั้งๆที่มีมอเตอร์ไซด์
...คนขี้กลัวขนาดน้าจูน ไม่กล้าขับมอเตอร์ไซด์หรอก
พ่อแม่ซื้อให้ก็จอดมันไว้ที่หอพัก แล้วเดินไปเรียนพร้อมเพื่อนอีกสี่คน
บางวันขี้เกียจเรียน น้าจูนเคยบอกเพื่อนผู้หญิงสองคนที่เดินไปเรียนด้วยกันว่า
"ไม่สบาย ปวดหัว ไม่ไปเรียน"
แล้วก็โดดเรียนเสียดื้อๆ
เพื่อที่จะพบว่าเพื่อนสามคนเดินฝ่าแดดร้อนมาจากคณะ
...มาดูน้าจูนว่ากินยาหรือยัง ซื้อข้าวมาฝาก
ช่างเป็นนิสัยที่ไม่ดีจริงๆและเมื่อรู้อย่างนั้นน้าจูนก็ไม่เคยทำอีกเลย
วันไหนไม่อยากเรียนก็จะบอกไปตามตรง
...เพิ่งคิดออกว่า ความตรงไปตรงมาน่าจะดีกว่ากับคนที่เป็นเพื่อนกัน
สมัยนั้น น้าจูนเป็นน้องป่วยตั้งแต่ตอนเริ่มรับน้อง
น้องป่วยจะมีแถวต่างหาก แถมเป็นน้องป่วยที่ได้นอนท้ายกะบะไปส่งโรงพยาบาลด้วย
ตอนตื่นมาในโรงพยาบาลมันเหมือนรูปในหนังที่เห็นหลอดไฟวิ่งผ่านเราไปเวลาอยู่บนเปลที่มีคนเข็น
แล้วก็โดนพ่นยาแบบครอบปากให้หายใจสะดวกเป็นครั้งแรก
โรคหอบเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนานกลับมาทักทายน้าจูนอีกครั้ง
หลังจากหายเป็นปลิดทิ้งไปสิบปี
หมอบอกว่าเกิดจากความเครียดและละอองหญ้า
อะไรที่ไม่หนักหนา"น้องป่วย"ก็ทำเหมือนเพื่อน
..อะไรที่หนักหน่อยก็"ต้อง"ดูเพื่อนทำเฉยๆ
ที่น้าจูนใช้คำว่า"ต้อง"เพราะมันฝืนใจไม่ใช่เล่นกับการที่เห็นคนอื่นเหนื่อยแทบตาย
...และเริ่มรู้สึกว่า "เพื่อนเรา" เหนื่อยแทบตาย
เหมือนเห็น"เพื่อนเรา"จมน้ำแต่ช่วยอะไรไม่ได้
ได้แต่ดูคนอื่นแหวกว่ายไปช่วยคนที่กำลังจะจมแหล่ไม่จมแหล่
มันคงมีเรื่องที่ทำร้ายความรู้สึกบ้างเพราะน้าจูนร้องไห้อยู่ครั้งสองครั้งในห้องเชียร์
แต่น้าจูนดันจำไม่ได้ว่าเพราะอะไร จำได้แต่เรื่องสนุกๆอย่างเรื่องที่
รหัสหน้าน้าจูนคือ 063 เธอมีรูปร่างและหน้าตาเหมือนน้าจูนแบบมองเผินๆนี่ไม่รู้ใครเป็นใคร
คราวนี้เมื่อตอนทดสอบว่าจำเพื่อนได้ไหมโดยน้าจูนโดนพลิกป้ายชื่อปิดให้เพื่อนทาย
ไม่รู้ว่า"รุ่นพี่"เองก็สับสนระหว่างน้าจูนกับเจ๊รวงหรือเปล่า
"เพื่อนเราชื่ออะไร"
"063 ชื่อรวงค่ะ"
"อืม ถูกต้อง กลับเข้าแถวได้"
รวงก็รวงนะ ดีกว่าเพื่อนโดนทำโทษ
นอกจากนั้นแล้ว รวงเธอเป็นเด็กซิ่ว
(คำว่าซิ่ว มาจากคำว่า Fossil ที่แปลว่าซากโบราณ
...เด็กซิ่ว คือเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้วแต่มาสอบเข้าใหม่)
เธอรู้ว่าทุกอย่างในการรับน้อง ทุกความกดดันเป็นมายา
เธอจึงกลั้นหัวเราะไม่ได้
เรายืนแถวใกล้กัน...เธอเส้นตื้นหัวเราะ
น้าจูนที่บ้าจี้พอควรก็หัวเราะตามไปเสียอย่างนั้น
เลยโดนให้ออกไปยืนหัวเราะพร้อมกับดูเพื่อนโดนทำท่าตัววีค้างไว้
..ร้องไห้ไม่รู้ตัวเชียวหล่ะ
พี่ว้ากที่คณะของน้าจูนจะคัดจากนักศึกษาเภสัชเฉพาะแบบน่ากลัวๆ
ขนาดต้องไว้หนวดไว้เคราเสียกันตั้งแต่ตอนปิดเทอม
เคยอำรุ่นน้องว่าเป็นคนงานก่อสร้างที่ไปจ้างมา น้องๆเชื่อเสียสนิทใจ
พี่ว้ากดุปานนั้น แต่ไม่รู้ทำไมพอรับน้องเสร็จจะโดนน้องๆรุมรักรุมกรี๊ดทุกปี
บางคนหน้าตาไปวัดไปวาตอนกลางคืนยังไม่ได้
(เพราะมันจะน่ากลัวมากในวัด)
น้องก็ยังชอบยังกรี๊ด
...สงสัยเป็นผลจากของละครตบจูบตบจูบที่เราดูกันมาตั้งแต่เด็ก
มีอยู่ปีหนึ่ง...พี่ว้ากพูดจาตกทองแดงภาษาพื้นถิ่นใต้มาก
ขณะกำลังวิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัย
เขาก็ตะโกนบอกน้องว่า
"จิดกวา จิดกวา"
กรุณาอ่านตามด้วยสำเนียงทองแดง
น้องๆพากันกระโดดข้ามคูไปวิ่งกระย่องกระเย่งตรงพื้นที่นิดเดียวชิดฝาผนัง
"ป๊มบอกจิดกวา ไม่ใจ่จิดกวา"
ว้ากคนอื่นขำต้องหันหน้าไปทางอื่น...แล้วบอกน้องแทนว่า
"ไม่ต้องข้ามคูไป ผมหมายถึงวิ่งชิดด้านขวา"
บางทีว้ากก็จะมาเตี๊ยมกับเราที่เป็นสวัสดิการว่า
เดี๋ยวพอน้องนั่งพักให้เอาน้ำเข้าไปให้โดยว้ากยังไม่บอก
วันนี้น้องเครียดมาก ต้องระบายแรงดันนิดหน่อย
พอเราเอาน้ำเข้าไปให้ ว้ากจะทำเป็นดุเรา ว่าเราแรงๆ
แล้วเราก็ต้องทำเป็นโกรธ เสียใจ บางปีสมบทบาทขนาดร้องไห้
เพื่อให้น้องลดความกดดันกลายเป็นรุ่นพี่เองก็โดนดุ
ทุกปีตอนที่เจอน้องครั้งแรก
พี่ๆจะทำเนียนแอบเอารุ่นพี่ไปปนน้องไว้ปีละสามสี่คน
แล้วละครฉากใหญ่ก็เริ่มขึ้น
ให้น้องทำกิจกรรมเบาๆร่วมกัน ให้เริ่มผูกพันธ์กัน
แล้วให้พี่ปีสูงๆใส่เสื้อกาวน์ทำเป็นเอาจดหมายมาให้ว่ามีคนที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้
มีความผิดพลาดทางเอกสาร..จริงๆเอ็นไม่ติด แล้วพี่ๆที่แฝงตัวเข้าไปจะร้องไห้โฮ
แบบนักแสดงช่องสามต้องชิดซ้าย
เพื่อนจะเข้ามาปลอบใจ บางคนเป็นเดือดเป็นแค้นแทนอย่างรุนแรง
บางคนร้องไห้ด้วย บางคนก็จะไปฟ้องพ่อที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
กิจกรรมนี้เป็นการดูแววน้องด้วยว่า ใครจะขึ้นมาเป็นหัวหน้า ใครต่อต้าน
...แล้วเราก็จะเฉลยว่าอะไรเป็นอะไร ดีใจที่น้องๆรักกัน
ถามว่าน้าจูนได้อะไรจากการรับน้อง
..จำชื่อเพื่อน ชื่อพี่ ชื่อคณบดี ชื่อภาควิชาได้แม่นขึ้นใจ
...รู้ว่าโรคหอบไม่หาย มีโอกาสเป็นได้ทุกเมื่อ พกยาพ่นอยู่เสมอ แม้ไม่มีอาการ
...เห็นความร่วมมือในคณะฯ
เมื่อการรับน้องสิ้นสุดลง พี่ๆจะจัดงานเลี้ยงที่คณะเภสัชศาสตร์
ที่ ม.สงขลานครินทร์ คณะเภสัชศาสตร์วางแปลนได้คล้ายโรงเรียนอนุบาลหมีน้อยมาก
รูปแบบจะเป็นอาคารเตี้ยๆล้อมรอบสนามที่เราเรียกว่า"บ่อกุ้ง"เพราะน้ำแฉะตลอดศก
เป็นงานเลี้ยงง่ายๆไม่มีคอนเสิร์ตวงดังอย่างมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
มีแต่วงที่เล่นล่มแหล่ไม่ล่มแหล่ของคณะ
ปูเสื่อนั่งกินกันบนพื้นหน้าคณะ,สั่งอาหารจากแม่ค้าในมหาวิทยาลัยและยืมช้อนจานจากวัด
พี่ปีสองเตรียมการแสดง พี่ปีสามจัดเวที สถานที่
พี่ปีสี่จัดเรื่องอาหาร พี่ปีห้าทำเรื่องพิธีการบนเวที
น้องๆมีหน้าที่เดินหน้าขาวเข้ามาในงานหลังจากรับน้องวันสุดท้ายที่เหน็ดเหนื่อย
และน้าจูนคิดว่าจะไม่มีวันลืมคืนวันที่ทั้งคณะมืดสนิทมีเพียงแสงเทียนวอมแวม
เสียงเพลงประจำคณะที่ร้องก้องไปทั่วอาคาร พี่ๆทุกชั้นปียืนเรียงรายรอผูกข้อมือให้เรา
การได้ลิ้มรสยาหม้อที่เป็นสูตรดั้งเดิมของคณะ
..เป็นเครื่องหมายว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคณะเภสัชแล้ว
เป็นครั้งแรกที่"น้าจูน"ซึ่งโดนบังคับเรียนรู้สึกว่า
...การเรียนเภสัชคงไม่แย่นักหรอก
ถ้าถามน้าจูนว่า อะไรทำให้อยากหยิบหนังสือเล่มนี้มาเล่าให้ฟัง
หนึ่งน้าจูนรักสำนวนน่าหยิกของ"ดำรงค์ อารีกุล"เหลือเกิน
สำนวนและสำเนียงของเขา ไม่ว่าจะอ่านเจอบนถุงกล้วยแขกที่ปราศจากชื่อ
....อ่านดูก็จะรู้ว่าเขาเขียนโดยพลัน มีนักเขียนน้อยคนนักที่จะทำแบบนั้นได้
แม้ว่าหนังสือของ"ดำรงค์ อารีกุล"จะไม่เคยเข้าชิงรางวัลซีไรต์
แต่ในช่วงชีวิตของคนในรุ่นน้าจูน จะมีสักครั้งหนึ่งได้อ่านตัวหนังสือจากปลายปากกาของเขา
อาจจะใน"ขายหัวเราะ"หรือฉบับรวมเล่ม
ซึ่งเราอาจจะหัวเราะดังๆหรือยิ้มตรงมุมปากเป็นอย่างน้อยที่สุด
...แม้ว่าเรื่องที่เขาเขียนจะเล่าเรื่องชายหนุ่มผู้โศกตรมจากการอกหักก็ตาม
และสอง เรื่อง"จักรยานแดงในรั้วสีเขียว"เข้ากับบรรยากาศเปิดเรียนในตอนนี้
วันก่อนคุยกัน เพิ่งรู้ว่านุ่นเป็นเด็กมัธยมสามกำลังจะขึ้นมัธยมสี่ต่างหาก
อืม มิน่า ชื่อที่ตั้งในเอ็มเอสเอ็ม ถึงเป็น"เมื่อไหร่ผมจะยาวเสียที"
บางทีช่วงเวลาที่เรากำลังรอให้ผมยาว
คงเหมือนตอนที่เรากำลังจะเปลี่ยนแปลงจากวัยหนึ่งไปสู่วัยหนึ่ง
จากเด็กผู้หญิงไปเป็นเด็กสาว และเติบโตเป็นหญิงสาวในที่สุด
"การรับน้อง"อาจจะเหมือนพิธีกรรมให้เราเติบโตและเข้ากับคนอื่นๆแบบเร่งรัด
แต่ไม่ได้หมายความว่าการบังคับขืนใจให้น้องทำอะไรที่มันไม่เข้าท่าเข้าทาง
...จะถูกต้องเสมอไป เรามีสิทธิ์ มีความคิด
ที่คณะน้าจูน ต้องมีอาจารย์ที่คณะมาอยู่จนกระทั่งเด็กคนสุดท้ายกลับเข้าหอ
ทุกกิจกรรม ทุกงาน ของทุกอย่างที่จะใช้ต้องผ่านสายตาอาจารย์
น้องชายน้าจูนเป็นคนหนึ่งที่กบฎกับกิจกรรมนี้
เป็นวิศวกรที่ไม่มี"เกียร์" หรือจี้แขวนคอที่เด็กวิศวะจะได้รับหลังจากประชุมเชียร์เสร็จ
น้าจูนคุยกับน้องว่า ไม่ชอบอะไรถึงถอดไทด์ขว้างลงพื้น
เขาบอกว่า ตอนเขาเหนื่อยมาก เหลือบไปเห็นพี่ว้ากยืนหัวเราะ
...เขารับไม่ได้กับเรื่องแบบนั้น
ซึ่งน้าจูนก็เข้าใจและยอมรับเหตุผลของน้องได้
รุ่นพี่ถ้าอยากจะสั่งให้น้องทำอะไร ก็ไม่ควรทำกิริยาอย่างนั้น
น้องชายของน้าจูนเป็นลูกผู้ชายและใจนักเลงพอที่จะไม่โกหก
เมื่อเพื่อนที่เป็น"ว้ากเกอร์"วิศวะมาขอให้พูดกับน้องชาย
..น้าจูนจึงปฎิเสธและบอกว่า น้องน้าจูนเป็นเด็กเกเรที่เกเรมาก
มีเพื่อนเป็นนักเลงหัวไม้แบบไม่เรียนหนังสือ อย่าไปยุ่งกับเธอเลย
และทุกอย่างน้าจูนไม่ได้โกหก น้องชายน้าจูนมีเพื่อนทุกแบบจริงๆ
สงสัยอยู่ว่าปีนี้
กิจกรรมรับน้องที่ดีๆภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม จะได้มีหรือเปล่า
รุ่นน้องที่คณะของน้าจูนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศ ที่ทำให้น้าจูนตัดสินใจไม่หนีกลับบ้าน
....ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เรียนวิชาที่ไม่ชอบทุกๆวันไหม
เปิดเทอมนี้ นุ่นเป็นสาวน้อยแล้วสินะ
คิดว่าสาวน้อยของน้าจูน
...จะผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้อย่างงดงามนะจ๊ะ
คิดถึงเช่นเคย
น้าจูน
เราไม่เอาประชุมเชียร์
เราไม่เอาว๊าก ทุกครั้งที่เปิดเทอมใหม่
เรามักทำกิจกรรมทุกอย่างทั้งต่อต้านและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
ต่อต้านคือ เขียนคัตเอาท์ แจกโปสเตอร์ประนาม...
ส่วนสร้างสรรค์คือการจัดเอาดนตรีดีๆมา
เอาพี่จุ้ยมานั่งคุยเล่นดนตรีเล่าเรื่องการเดินทางระหว่างการเรียน การเขียนหนังสือ การทำเพลงแต่งเพลง...
เอางานเพ้นท์บาติคมาสอน
มีคนสนใจและสืบทอดความคิดกิจกรรมแบบนี้จนปัจจุบัน
เราไม่เคยเข้าเชียร์เลย
แต่เพื่อนก็รัก รุ่นพี่ก็รัก
และมีความสุขดี
#1 By อากาศกวี on 2006-05-11 22:14