.

 

สวัสดีจ้ะ นุ่น

น้าจูนเขียนจดหมายฉบับนี้จากเมืองเล็กๆชายทะเล ...เมืองที่เป็นบ้าน
สำหรับน้าจูนนี่เป็นการเดินทางกลับบ้านที่กะทันหันและน่าตกใจที่สุดในชีวิต
นานมาแล้วที่น้าจูนไม่ได้ตกใจจนกระทั่งคิดอะไรไม่ออกสักนิดเดียว
ได้แต่เดินไปเดินมาขณะจัดกระเป๋าพร้อมพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า

"จะทำไงดีนะ ทำดี"

คนใกล้ตัวจับมานั่งเฉยๆให้พอสงบสติอารมณ์
แต่น้าจูนก็ยังลุกไปเดินวุ่นวายอยู่ดี

"หนูรีดผ้านะ เอานี่เตารีด ถ้ายังกระวนกระวายอย่างนี้ พี่ว่าต้องจับหนูผูกไว้กับเก้าอี้แล้ว
รีดผ้าแล้วก็ท่อง แล้วก็คิดว่า ฉันกำลังรีดผ้า ฉันกำลังรีดผ้า"

หลังจากได้ยินข่าวเรื่องแม่ของน้าจูนและพบว่าอีกข้างของปลายสายกำลังว้าวุ่นสุดขีด
คนใกล้ตัวใกล้ใจคนนี้ก็ขับรถราวเหาะมาคอยอยู่ใกล้ๆ
....เป็นสมอง เป็นมือ เป็นเท้า เป็นสติ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้ชีวิตในวันที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
น้าจูนจำเรื่องราวต่อจากนั้นไม่ได้เลย ได้กินข้าวหรือเปล่า แล้วกระเป๋าเดินทางใครเป็นคนจัดให้
รู้สึกตัวอีกทีก็มายืนงงๆอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าผู้โดยสารภายในประเทศเสียแล้ว

"หนังสือไปอ่านบนเครื่องจ้ะ"

หนังสือเล่มเล็กบางปกเป็นภาพวาดสีน้ำมันรูปสีม่วงๆเหลืองๆเล่มหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า
จำได้ดีว่าเป็นหนังสือที่ไปรื้อค้นมาด้วยกันจากกองลดราคาตอนไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อย
และจำได้อีกด้วยว่าน้าจูนเคยเม้มของรูมเมทมาอ่านตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา

"หนูบอกไม่ใช่หรือว่าชอบอ่านเล่มนี้มากๆ เอาติดไปนะ"

คนใกล้ๆคะยั้นคะยอแล้วบอกสำทับว่าจะรีบตามไปให้เร็วที่สุด
น้าจูนได้แต่รับมาอย่างเสียไม่ได้  คนมันไม่สบายใจใครจะมีกะจิตกะใจอ่านหนังสือกัน
ยิ่งถูกขังอยู่บนเครื่องบิน น้าจูนยิ่งหงุดหงิดที่การเดินทางไม่เร็วอย่างใจ
ครั้นจะลุกมาเดินไปเดินมาตามทางเดิน
...ก็เกรงว่านกจุ๊บนกจิ๊บบนเครื่องนกแอร์จะจับโยนลงมาจากเครื่องบิน
(ซึ่งกรณีตัวขนาดยักษ์อย่างน้าจูนนั้น นอกจากบรรดาพนักงานต้อนรับนกน้อยสีเหลืองบนเครื่องแล้ว
...อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากนักบินที่หนึ่งและนักบินที่สองอีกต่างหาก)
น้าจูนพยายามหาทางระงับความกระวนกระวาย
ด้วยการรื้อกระเป๋าสะพายหายาสลบมาโปะตัวเองให้หายคลั่ง
พลันสุภาพสตรีแปลกหน้าที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้นก็ยื่นมือสากๆมาคว้าข้อมือของน้าจูนไว้
มือที่เธอยื่นมาสัมผัสหยาบกระด้างอย่างมือของคนทำงานใช้แรงงาน
เธอไม่พูดไม่จา เอาแต่พยักเพยิดหน้า
ดอกกุหลาบปลอมสีแดงเปิ่นๆที่ประดับบนหมวกฟางสีเขียวของเธอกระเด้งกระดอนน่าขัน
ดูท่าทางเหมือนเธอกำลังชักชวนน้าจูนให้ตามเธอไปที่ไหนสักแห่ง
และโดยที่ยังไม่ทันรู้เรื่องรู้ราว ยายป้าหมวกตลกที่น้าจูนรู้ภายหลังว่าเธอชื่อ เอด้า แฮรีส
....ก็จับจูงน้าจูนไปเที่ยวไกลถึงฝรั่งเศสโน่นแหน่ะ

"ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส" เจ้าของนามปากกา "บัญชา"
...แปลจากเรื่อง Flowers For Mrs.Harrisของ Paul Gallico
ซึ่งเมื่อน้าจูนอ่านครั้งแรกนั้นอดค่อนไม่ได้ว่ามันคือเรื่องของซินเดอเรลล่าวัยชรา
บางครั้งนะนุ่นตอนที่ชีวิตของเราไม่เคยมีเรื่องหม่นหมองใดๆมาแผ้วผาน
...เรามักจะให้คุณค่ากับความสุขอันเบาหวิวว่าช่างเป็นเรื่องไร้สาระ
การที่ซินเดอเอด้าได้รับความช่วยเหลือจากบรรดานางฟ้าแม่ทูนหัวซึ่งพะยี่ห้อคริสเตียง ดิออร์
ในการเผชิญหน้ากับความปรารถนาอันยิ่งใหญ่อย่างการได้ครอบครองอาภรณ์ของห้องเสื้อชั้นสูงชื่อดัง
ทำให้หนังสืออย่าง "ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส" สำหรับน้าจูนในขณะนั้น                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              ...เป็นเพียงความก้ำกึ่งระหว่างนิยายและนิทานที่ล่องลอยหวานใสเหมือนขนมสายไหม
แต่กระนั้นก็อดยอมรับไม่ได้ว่าตัวหนังสือที่ปรุงรสหวานเล่มนั้นหวานในแบบที่มีรสชาติดี
และชีวิตบางครั้งเรากินขนมหวานนิดหน่อย
เพียงเพราะแค่อยากลิ้มรสหวานล้างปากหลังอาหารมื้อหลัก

ทางเภสัชศาสตร์แล้วการปรุงยาน้ำเชื่อมที่ดูเหมือนง่ายๆนั่นเป็นเรื่องใหญ่โตพอสมควร
สารให้ความหวานมีหลายชนิด แต่ละชนิดให้รสหวานที่ไม่เหมือนกัน
น้ำเชื่อมมีหลายประเภท มีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไป
น้ำเชื่อมส้ม มีกลิ่นหอมแต่มักจะมีรสขมติดปลายลิ้น
สารให้ความหวานบางชนิดไม่หวานจัดแต่ให้ความรู้สึกเย็นนิดๆในปากร่วมด้วย
และกว่าจะเป็นสูตรตำรับยาน้ำเชื่อมดีๆสักตำรับ
เราต้องดูความเข้ากันได้ของสารแต่งรสและตัวยาสำคัญ
ยาน้ำเชื่อมรสดีแต่ไม่ให้ผลทางการรักษาก็ไม่เหมาะ
ยาน้ำเชื่อมที่ให้ผลการรักษาดีเยี่ยมแต่รสชาติเกินกว่าจะกลืนลงก็คงไม่ดี
การหาอัตราส่วนพอดีๆของผลการรักษาและรสชาติ
...จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปรุงยาน้ำเชื่อม

เมื่อต้องสู้หน้ากับวันที่ชีวิตมันยาก มันเหนื่อย มันสับสนจนลำคอตีบตัน
ยาน้ำเชื่อมก็คงกลืนได้ง่ายกว่ายาเม็ดเป็นไหนๆ
คนรู้ใจเข้าใจเลือกยาน้ำเชื่อมสำหรับหัวใจชื่อ "ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส"
....ใส่กระเป๋ามาให้เมื่อวันที่รู้สึกไม่ไหว
และบางทีความหวานไม่ใช่ผู้ร้ายตามสมการสุขภาพเสมอไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวใจของมนุษย์
ไม่มีความหวังและความปรารถนาใดไม่มีค่าเพียงพอที่จะฝันถึง

วันนั้นบนเครื่องบินก่อนอ่าน"ดอกไม้สำหรับนิสซิสแฮรีส"ไปจนถึงหน้าสุดท้าย
น้าจูนภาวนานิดๆให้ตอนจบของหนังสือเปลี่ยนไปจากครั้งเดิมที่เคยอ่าน
ซินเดอเอด้าควรจะได้ใส่ชุดสวยชุดนั้น
...เต้นรำใต้แสงจันทร์กับเจ้าชายผมสีดอกเลาผู้สง่างามในตอนจบของหนังสือ

วันนี้อาการของแม่น้าจูนดีขึ้นมากแล้วจ้ะ
แต่กว่าจะผ่านวันยากๆมาได้ น้าจูนก็เหนื่อยแทบขาดใจ
และถ้าวันคืนเหล่านั้นไม่มีคนของหัวใจคอยเคียงข้างแล้ว
...จดหมายฉบับนี้คงไม่ได้ส่งมาถึงนุ่นเป็นแน่
(เพราะน้าจูนคงจะซี๊แหงแก๋ไปกับความไร้สติและขี้กังวลของตัวเอง)

ครั้งหนึ่งน้าจูนเคยเชื่อว่าความรักเป็นเพียงเครื่องปรุงรสหวานของชีวิต
การได้ใช้จ่ายวันเวลาของความสุขร่วมกัน นั่นถึงเรียกว่า "ความรัก"
จนกระทั่งวันนี้จึงเรียนรู้ว่า ความรักนั้นครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่เกินกว่าความคิดคำนึง

ความรักอยู่กับเราในวันที่อ่อนไหวอ่อนหวาน
วันที่โลกทั้งโลกกลายเป็นสีชมพู
และความรักก็อยู่ที่นั่นยังคงอยู่ตรงนั้นในวันที่ทะเลาะกัน เถียงกัน ไม่เข้าใจกัน
ทั้งยามหัวเราะและยามร้องไห้
ความรักทำให้ชีวิตมีความหวัง
เป็นแกนกลาง เป็นเนื้อหนัง และเป็นหนึ่งเดียวกันกับชีวิตอย่างแยกไม่ออก

ขณะที่ชีวิตร่วงหล่น
น้าจูนเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า "ร่วมทุกข์ร่วมสุข"ในตอนนั้นเอง

 

 

น้าจูน

 

 

"ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส" เขียนโดย พอล กาลลิโค แปลโดย "บัญชา" พิมพ์ครั้งที่ 7 สนพ.สร้างสรรค์บุ๊ค กรุงเทพ 2545