สวัสดีนุ่น


เจอข้อความที่นุ่นทิ้งไว้ถึงน้าจูนที่ทิ้งไว้เมื่อวันก่อนรู้สึกตื่นเต้นชะมัด

เราสองคนไม่ได้คุยกันมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้นะ

ลองแอบบวกลบคูณหารดูแล้ว 

..."หนูนุ่นและน้าจูน"สบตากันในตัวหนังสือกันมามากกว่าห้าหกปีเห็นจะได้

ครั้งล่าสุดที่น้าจูนแวะไปดูรูปนุ่นที่ไหนสักแห่งในช่องอากาศ

เห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่ดวงตาเป็นกระกายส่งยิ้มมา

รู้สึกแปลกๆปนชื่นใจนิดๆ

ความรู้สึกเหมือนยามเราเห็นดอกไม้ดอกตูมค่อยๆผลิแย้ม

เด็กสาวคนนั้นเป็นคนเดียวกันกับเด็กผู้หญิงคนที่เขียนจดหมายถึงน้าจูนว่า

...เราไม่ควรจะเลิกเพียงเพราะใครมาลอกเรื่องของเราไปหรอก

แล้วน้าจูนก็ลุกขึ้นมาได้จากเรื่องแย่ๆเรื่องนั้นได้อย่างน่าทึ่ง

 

เมื่อมนุษย์มาสัมพันธ์กัน

เราต่างก็จับจูงกันและกันในทางใดทางหนึ่งเสมอ

....ชีวิตนี่เป็นของขวัญที่มหัศจรรย์แท้ๆเชียว  

 

ถ้าจดหมายในช่องอากาศนี้

เป็นช่องทางส่งข่าวคราวแลกเปลี่ยนเนื้อหาในชีวิตสู่กันและกัน

น้าจูนคงต้องเขียนจดหมายสักร้อยฉบับถึงนุ่น

...จึงจะพอเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตในช่วงที่ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาตัวหนังสือกันได้หมด

บางเรื่องในชีวิต มันเศร้าและมันจริงจนอาจจะทำให้ขาดใจตายได้ขณะเขียน

และบางช่วงบางตอนก็อาจจะฟังดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้อย่างกับไม่ใช่ชีวิตจริงๆ 

บางทีน้าจูนก็อยากเอาชีวิตของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา

....โยนใส่โถปั่นน้ำผลไม้แล้วกดปุ่มให้มันทำงาน

ให้ชีวิตในส่วนสุขและชีวิตในส่วนเศร้าแหลกละเอียดง

แล้วผสมรวมกันอย่างแยกไม่ออก

เครื่องดื่มชื่อชีวิตคงรสชาติดีแบบพิลึก 

ถ้าให้เขียนเป็นคำโปรยโฆษณาคงพอจะเขียนได้ว่า

"เป็นเครื่องดื่มที่ผสมผสานระหว่าง

ความเค็มของน้ำตาและความหวานของความรัก 

ได้ลองสักครั้งแล้วแล้วคุณจะลืม-ชีวิต-ไม่ลงเลยชั่วชีวิต"

เมื่อตอนเด็กกว่านี้

เวลาอ่านหนังสือเรื่องชีวิตที่แสนเศร้าของคนอื่น

ประมาณว่าชีวิตมนุษย์ผู้พบเจอเรื่องร้ายๆไม่มีที่สิ้นสุด 

น้าจูนมักจะแอบคิดว่ามันมากเกินไปหรือเปล่า เขียนเกินกว่าความจริงมากไปหรือเปล่า

บ้าออก ใครจะมีชีวิตอยู่ได้เมื่อผ่านเรื่องร้ายๆเยอะๆแบบนั้น

แล้วพอวันหนึ่งพายุ ลมพายุร้ายจริงๆ

...แบบที่ไม่ใช่ลมแรงกระจอกๆที่เราตื่นกลัวไปเองและติ๊ต่างไปว่ามันคือพายุพัดผ่านมา

ชีวิตระเนระนาดพร้อมกับต้องกลืนน้ำตาเข้าไปให้หมดจดแนบเนียน

ต้องระบายยิ้มให้สวยและต้องเตือนตัวเองว่าอย่ามัวแต่เจ็บปวดจนลืมสูดลมหายใจ

วันนั้นเอง น้าจูนก็ได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เข้มแข็งเกินกว่าที่ตัวเองจะคาดคิดได้

มีกลุ่มจดหมายกลุ่มหนึ่งที่น้าจูนเขียนถึงไม่บ่อย

....กลุ่มจดหมายที่เขียนถึงเพลงที่เป็นดั่งบทกวี

เขียนจดหมายถึงนุ่นเีรื่องเพลงทีไรก็มักจะนึกถึงเพลงอันอ่อนหวานและมีความสุข

ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีเสียงสะท้อนคล้ายลมหายใจมนุษย์ในห้วงของความคิดถึง

...อย่างเพลง"แสงจันทร์"ของมาลี ฮวนน่า

หรือเพลงที่พยายามอธิบายชีวิตและความรักผ่านเครื่องดื่มอย่างเพลงกาแฟ

คนที่สุขนิยมจัดๆอย่างน้าจูน มักจะเลือกและเลี่ยงที่จะเขียนถึงเพลงเศร้า

...ทั้งๆที่จริงแล้วในท้องตลาดวงการดนตรีของบ้านเรามีเพลงเศร้ามากกว่าเพลงสุข

ก็คนมันไม่เคยเศร้าเพราะความรักนี่ 

...ไม่เข้าใจความงามดังบทกวีของเพลงรักเศร้าๆหรอกนะ

น้าจูนพยายามเถียงตัวเองอย่างข้างๆคูๆแบบนั้นอยู่ในใจ

แม้กระนั้นก็คิดเสมอว่ามีเพลงเศร้าบางเพลงที่เนื้อหาสวย

คำในเพลงคล้องจองกันกันจนน่าจะเขียนถึง

แต่ก็นั่นแหล่ะ คนสวยๆเค้าไม่เศร้ากันหรอก 

เฮ้อ คิดไปแล้วก็แอบคิดถึงน้าจูนคนนั้นเนอะ 

...คนที่เชื่อเสมอว่าเรื่องเศร้ามากๆไม่มีทางเกิดขึ้นกับชีวิตเธอ

ไม่รู้เคยบอกนุ่นหรือยัง

ว่าน้าจูนเป็นนักเรียนอยู่ในชั้นเรียนเขียนเพลงชั้นเรียนหนึ่ง

ครูใหญ่เป็นนักแต่งเพลงใหญ่โตที่ชอบทำตัวเล็กๆ

และในเพลงของครูมักมีคำเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่ไม่เคยขาดครั้ง

หนึ่งครูเคยเล่าถึงการเขียนเพลงเศร้าฟูมฟายที่ชื่อเพลง"ฟั่นเฟือน"

อย่าทำหน้างง ต้องเท้าความก่อนว่าสมัยน้าจูนเป็นวัยรุ่น

มีค่ายเพลงค่ายหนึ่งชื่อคีตา 

นักร้องเด็ดๆของค่ายคนหนึ่งเป็นนักแสดงเซอร์ๆชื่อพงพัฒน์ วชิระบรรจง

(ถ้าเป็นในตอนนี้นุ่นคงเห็นเค้าในฐานะผู้กำกับหรืออะไรทำนองนั้น)

พี่อ๊อฟมักจะมาปรากฎตัวในชุดเสื้อโค้ตหนังตัวยาว

กางเกงหนัง รองเท้าบู๊ตและมอเตอไซด์คันโต

ให้ตายเหอะ ประเทศไทย ณ ตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร

ภายใต้เสื้อโค๊ตหนังตัวนั้นคงระอุน่าดู

แต่สาวๆผู้ชอบหนุ่มเซอร์(อย่างน้าจูนเป็นต้น)ก็กรี๊ดพี่อ๊อฟเสียคอแหบคอแห้ง

เพลงเพลงหนึ่งที่โด่งดังและใครๆก็จำได้ของเขาชื่อว่าเพลงฟั่นเฟือน

เนื้อเพลงดำเนินไปประมาณว่า

"ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร

ไม่อยากรู้ว่าเคยรักใคร 

ไม่อยากรู้ว่าเคย เคยถูกใคร

หลอกจนเสียคนอย่างนี้"

น้าจูนสาวสิบห้าผู้อยู่โรงเรียนหญิงล้วน

และไม่เคยมีความรักชนิดที่ทำให้ฟั่นเฟือนได้อย่างในเพลง

...ยังอุตส่าหลั่งน้ำตาให้เสียงร้องของบุรุษในชุดหนังผู้นั้น

เล่าถึงเพลงฟั่นเฟือนในความทรงจำเสียยืดยาวเพื่อจะบอกนุ่นว่า 

...เพลงเพราะจริงๆ และพี่อ๊อฟก็โด่งดังจริงจังในยุคนั้น

ในชั้นเรียนแต่งเพลง

มีเพื่อนคนหนึ่งถามว่าถ้าเราไม่เคยรักเราจะเขียนเพลงรักได้ไหม

แล้วเพลงรักเศร้าๆเล่า

ถ้าเราไม่เคยเศร้าเราจะเขียนได้ไหม

ครูยกตัวอย่างเพลงฟั่นเฟือนว่าครูเองก็ไม่เคยเป็นแบบในเพลงหรอกนะ

บางเรื่องราวในเพลงอาจจะเพื่อนเคยเป็นหรือเคยได้ฟังเรื่องแบบนั้น

...เคลื่อนไหวไหลเลื่อนมาจนกลายมาเป็นคำในเพลงก็เป็นไปได้ 

และความรักไม่ใช่เรื่องไกลตัวใครสักคนเดียวในโลกใบนี้

สำหรับน้าจูนแล้วมีเพลงเศร้าบางเพลงที่เคยได้ฟังแล้วก็คิดไปว่าถ้าฟังยามความรักเศร้า

...มนุษย์อกหักที่ฟังภาษาไทยออกอาจจะขาดใจตายได้

ไม่ใช่การปลิดชีวิตตัวเองแบบการฆ่าตัวตาย

แต่มันอาจจะเป็นกลไกที่คำบางคำในเพลง

เคลื่อนที่ผ่านหูชั้นนอก หูชั้นกลางและหูชั้นใน

และระบบประสาทก็ส่งสัญญาณไปยังบางพื้นที่ของสมอง

สั่งร่างกายให้หยุดหายใจเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่หัวใจ
เพลงเศร้าๆสักเพลงอาจจะเขียนได้ไม่ยากนัก 

แต่เพลงเศร้าที่แตะต้องตรงหัวใจในมนุษย์ได้นั้น ไม่ได้มีเยอะแยะเลย

 

เพลงเศร้าเพลงหนึ่งตั้งชื่อเพลงได้ตรงตัวอย่างที่สุด 

...เขียนโดยนักดนตรีผู้ที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

เพลงชื่อง่ายๆว่า"เศร้า"อยู่ในอัลบั้ม"เต๋อ1" 

สารภาพว่าน้าจูนฟังเพลงของพี่เต๋อไม่เยอะหรอกในช่วงที่เพลงออกมาใหม่ๆ 

บางเพลงของพี่เต๋อมันเหมือนจะแฝงอะไรไว้บางอย่าง

...บางอย่างที่ชีวิตคนที่ผ่านโลกมากะจิ๊ดริดอย่างน้าจูนในตอนนั้นยังไม่เข้าใจ

 

จำได้รางๆว่าเวลาพี่โตๆที่เป็นหลานๆของพ่อที่มาอยู่ที่บ้่านเปิดเพลงพี่เต๋อ

น้าจูนชอบเสนอหน้าไปนั่งเกาะวิทยุฟัีงกับพี่ๆอย่างจริงๆจังๆ

เพราะครั้งหนึ่งเคยได้ฟังเพลง"ชายแปลกหน้า"

แล้วคิดไปว่าพี่เต๋อนี่ช่างรักหมาเหมือนเราเลย

จะมีใครสักกี่คนที่ร้องเพลงให้กับชายแปลกหน้าที่เอาของกินมาให้หมากิน

(แน่นอนว่าอาชีพหนึ่งที่น้าจูนเคยอยากเป็นคือสัตวแพทย์....เพื่อจะได้ผู้พิทักษ์หมาๆของตัวเอง)

โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวและโลกหมุนไวอย่างไม่ทันจับตา

บ่ายวันหนึ่งเพลงเศร้าของพี่เต๋อก็แว่วมาคลอเคลียตรงข้างหูในตอนที่ทุกข์ที่สุด

ด้วยความไม่รู้ จึงฟังต่อไปจนถึงท่อนที่ว่า "...ป่านนี้เธอคงเบิกบาน"

ใช่แล้ว เพลงเศร้าเพลงนั้นเอง 

...เพลงที่คิดว่าคนเราอาจจะตายลงไปได้ถ้าฟังยามหวนไห้ในรัก

ระหว่างที่กำลังละล้าละลังอยู่ว่าจะปิดเพลงเสียหรือฟังเพลงต่อไปให้จบ

ความคิดประหลาดก็แทรกตัวปราดเข้ามาในหัว

บางทีเราอาจจะตายไปง่ายๆ

...ตายไปเฉยๆตอนฟังเพลงเศร้าจบก็เป็นได้

"กาลเวลาผ่านไป แต่ในใจ ยังลืมไม่ลง 

(ใช่ๆ ลืมไม่ได้หรอก )

ป่านนี้ เธอคง เบิกบาน 

(คงมีความสุขสินะ แงๆทำไมไม่เศร้าเหมือนเราหล่ะ)

 

ใจยังต้องการ แต่มันทรมานสิ้นดี ใจฉันไม่มีปรวนแปร 

(คนที่ยังรัก ทรมานกว่าคนที่หมดรัก เรื่องมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แหงๆเลย)
ฉันได้แต่เศร้าใจ หม่นหมอง ร้องไห้

(นี่น้ำตาจะเป็นสายเลือดอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะหยุดร้องไห้ได้นะเนี่ย) 

ทำไมเธอจึงร้างไป ไม่เหลียวแล 

(นั่นสิทำไม ทำอะไรผิดนะเรา แงๆ ณ จุดจุดนี้น้ำมูกจะเริ่มไหล)

ความรักมืดมน ฝืนทนต่อไป 

(ไม่ได้ฝืนเลย กลับมาเถอะนะ ได้โปรด

เอ๊ะ นี่ชั้นง้อชั้นหงอ แต่ชั้นไม่ผิดนี่นา เอ๊ะหรือว่าผิด) 

แล้วเมื่อไหร่จะเปลี่ยนใจ กลับมา

(โบยบินแล้วคงไม่อาจหวนคืนสินะ 

มีใครเคยกลับมาดีกันได้บ้างนะ ชั้นไปปรึกษาเค้าดีมั้ยเนี่ย)

คอยฉันเฝ้าคอย ขอคอยต่อไป

(เกลียดตัวเองที่ยังมีความหวัง แต่ก็อดหวังไม่ได้ 

เพี้ยง ขออย่าให้ใครรู้ใจชั้นเลยว่ายังมีความหวัง 

มันน่าอาย หมาขี้แพ้)

จะอย่างไรยังหวังดี หากจะนานนับปีใจฉันไม่มีปรวนแปร 

(รักนี่หว่า ยังไงๆก็จะยังรัก 

แปลกมากทำให้ชั้นรู้สึกเสียหมาขนาดนี้ 

ชั้นยังรัก ทำไมนะ บ้าไปแล้ว)

ก็ได้แต่เศร้าใจ หม่นหมอง ร้องไห้

ทำไมเธอจึงร้างไป ไม่เหลียวแล

(ณ จุดสุดท้ายนี้ น้ำมูกและน้ำตาจะไหลพรากๆพร้อมกันจนแยกแยะไม่ออกในทางเคมี)"

มนุษย์มักจะคิดถึงตัวเองในแง่ของความเปราะบาง

และพร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ

คิดถึงตัวเองในแง่ของผู้รับชะตากรรม เป็นผู้ถูกกระทำ

เราจะเฝ้าสงสาร เฝ้าปลอบโยนตัวเอง 

บางครั้งก็สงสารตัวเองมากมาย

...จนต้องพยายามหาทางพาตัวเองออกไปจากความเจ็บปวดนั้นแบบแปลกๆ

เราประมาทชีวิตจนเกินไป

เพราะมนุษย์นั้นงดงามและเข้มแข็งนัก

ในวินาทีที่เพลงจบลง

น้าจูนน้ำตาหยดเปาะๆลงบนคีย์บอร์ดแต่ก็ไม่ยักกะตาย

สำรวจตรงไหนๆ

ก็ไม่เห็นตัวเองกลายเป็นร่างใสๆแล้วล่องลอยออกมาจากร่าง(เจ้า)เนื้อ

อาจจะคิดนิดหน่อยว่า หรือจริงๆแล้วเราได้ตายไปแล้วแต่ยังไม่ทันรู้ตัวเอง

น้ำมูกใสๆปนน้ำตาที่บังเอิญไหลมาเข้าปากก็ยังมีรสเค็ม

ยังรู้สึกถึงร่องรอยชื้นๆตรงข้างแก้มของสายน้ำตา

ยังกัดริมฝีปากแล้วรู้สึกเจ็บ 

ยังหายใจดังฟืดฟาดเพราะปนน้ำมูกน้ำตา

รู้แบบนั้นแล้วก็ได้แต่นึกขำตัวเองว่า

...ใครเขาจะขาดใจตายเพราะฟังเพลงเศร้ากันเล่า

ไม่เพี้ยนจริงๆจังๆคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก

 

แล้วน้าจูนก็ยิ้มออกมาได้ ยิ้มกว้างๆให้ตัวเองในวันที่แสนเศร้า

หากใครบอกว่ายามรู้สึกหม่นหมอง ไม่ควรฟังเพลงเศร้า

น้าจูนอยากจีบปากจีบคอเถียงสักหน่อย

บางทีความรู้สึกที่ว่าคงเคยมีคนอีกเป็นล้านๆที่เคยต้องเดินผ่านเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน

รู้ว่ามีหลายคนต้องร้องไห้ มีอีกแสนคนต้องเสียใจ เจ็บปวดใจเพราะความรัก

เราก็พอจะรู้ได้ว่ามันคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในโลก 

...ขึ้นอยู่กับว่าจะตกใส่หัวแม่ตีน เอ๊ย เท้าของใครในวันไหน

โลกคงโกร๋นพิลึก

หากผู้คนล้มหายตายจากไปหมดจากภาวะโบ๊คเค่นฮาร์ทซินโดรม ว่ามั้ย

ถ้าเป็นภาษาทางหนังสือกำลังภายใน

คงบอกว่าเป็นการรักษาแบบ"ใช้พิษแก้พิษ"

แก้พิษเศร้าด้วยเพลง"เศร้า"ที่ลอยผ่านมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

และแม้ว่าเพลงขึ้นชื่อว่า"เศร้า"ตรงตัวแบบนั้น

แต่ก็กลับพาน้าจูนออกมาจากความเศร้าได้อย่างประหลาด

นี่กระมังความรู้สึกว่า"งดงามราวบทกวี"ของเพลงเศร้า

บางครั้งความเศร้าก็ไม่ได้อัปลักณ์หรือร้อนร้ายแต่อย่างใด

เศร้าก็สวย สวยในแบบของมันเท่านั้นเอง 

ขณะหนึ่งที่คนเราเดินผ่านเรื่องราวบางอย่างในชีวิต

เราไม่อาจจะปฏิเสธตัวตนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลของตัวเองได้หรอก

น้าจูนอาจจะยังไม่ค่อยไม่ชินกับตัวเองคนใหม่นี้นัก

บางทีก็แอบกลัวเธอนิดๆ 

เธอช่างกระแนะกระแหน ปากจัดและัมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย

แล้วเธอก็คิดว่าถ้าได้เขียนจดหมายถึงนุ่นเหมือนที่น้าจูนคนโน้นเคยเขียน

เหลี่ยมมุมคมๆจากรอยแตกหักอาจจะกลมมนขึ้นมาบ้าง

...จะได้ไม่บาดตัวเองหรือใครๆในชีวิตให้เจ็บปวด

"ขอมือเธอหน่อย"

บางทีอยากร้องบอกนุ่น

และสมาชิกผู้แอบอ่านจดหมายถาวรแห่งเอ็กทีนแบบนี้

"ขอมือเธอหน่อยเถอะ ...อยากจะลุกขึ้นยืนเต็มแก่แล้วเนี่ย"

ป.ล.ขอโทษด้วยที่ขอร้องแบบอ่อนหวานอย่างยายน้าจูนคนโน้นไม่ค่อยเป็น
:)

คิดถึงนุ่นจ๊ะ


น้าจูน